Showing posts with label ข่าว รายงานทางสังคม. Show all posts
Showing posts with label ข่าว รายงานทางสังคม. Show all posts

Monday, December 24, 2012

เด็กไทยไอคิวต่ำกว่าพม่า และ 5 ล้านคนหายไปจากโรงเรียน

|0 ความคิดเห็น


เด็กไทยไอคิวต่ำกว่าพม่า และ 5 ล้านคนหายไปจากโรงเรียน
            ผลการสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญาเด็กนักเรียนไทยปี 2554 และการกระจายระดับสติปัญญารายภาค ปี 2555 ของกรมสุขภาพจิต ซึ่งสำรวจจากเด็กนักเรียนระดับ ป.1-ม.3 ในโรงเรียนทุกสังกัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 72,780 คน เมื่อเดือนธันวาคม 2553-มกราคม 2554 ผลออกมา พบว่า เด็กนักเรียนไทยมีไอคิว หรือสติปัญญาเฉลี่ยอยู่ที่ 98.59 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานกลางตามมาตรฐานสากล ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 100 และเมื่อเปรียบเทียบสติปัญญาเด็กไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า เด็กไทยมีค่าเฉลี่ยสติปัญญาต่ำกว่าเด็กประเทศพม่า แต่ถือว่าดีขึ้น เพราะผลการสำรวจปี 2549 เด็กไทยมีค่าสติปัญญาเฉลี่ยเท่ากับเด็กเขมร เท่านั้น
 
            ในขณะที่ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาทางวิชาการ สำนักงานส่งเสริมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้นำเสนอข้อมูลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนเด็กไทย 5,752,500 คน หายไปจากโรงเรียน ทั้งๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ บังคับให้รัฐต้องจัดการศึกษาภาคบังคับให้เด็กไทยอย่างทั่วไปเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จำนวนเด็กไทย กว่า 5.7 ล้านคนที่หายไปจากโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 10 ของคนไทยทั้งประเทศ (คิดตามจำนวนประชากรไทย 65 ล้านคน) หากคิดเทียบกับจำนวนเด็กไทยในระบบการศึกษาด้วยกันสัดส่วนร้อยละต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า จำนวนเด็กไทยกว่า 5.7 ล้านคนหายไปจากโรงเรียน กลายเป็นผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา
 
            ผลการสำรวจ พบว่า จำนวนเด็กไทยที่หายไปจากโรงเรียน จำแนกได้  คือ (1) เด็กป่วยเป็นโรคออทิสติก จำนวน 1,700,000 คน (2) เด็กไร้สัญชาติ จำนวน 300,000 คน (3) เด็กที่เป็นลูกของแรงงานต่างด้าว จำนวน 250,000 คน (4) เด็กที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร จำนวน 160,000 คน (5) เด็กที่เป็นแม่วัยใสที่ท้องและมีลูกตั้งแต่เด็ก จำนวน 100,000 คน (6) เด็กกำพร้า ที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง จำนวน 88,730 คน (7) เด็กที่ติดเชื้อเอสด์ไปจากพ่อแม่ จำนวน 50,000 คน (8) เด็กที่ก่ออาชญากรรมถูกดำเนินคดี จำนวน 50,000 คน (9) เด็กเร่ร่อยไร้ที่อยู่อาศัย จำนวน 30,000 คน (10) เด็กที่ถูกบังคับให้ค้าประเวณี จำนวน 25,000 คน (11) เด็กที่ถูกบังคับให้ใช้แรงงานที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 10,000 คน และ (12) เด็กติดยาเสพติด จำนวน 10,000 คน 
 
           ในขณะที่ข้อมูลการนำเสนอของสภาการศึกษา ผลการสำรวจปี พ.ศ. 2540-2551 พบว่า จำนวนเด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษาก่อนจบชั้นมัธยม 3 ร้อยละ 20 และออกจากโรงเรียนก่อนจบชั้นมัธยม 6 ร้อยละ 30 เหลือจำนวนเด็กไทยสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงร้อยละ 35 เท่านั้น โดยที่มีเพียง 1 ใน 3 (ของร้อยละ 35) เท่านั้นที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แล้วอนาคนของเด็กไทย คนรุ่นใหม่ของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร....

(ข้อมูล: ไทยรัฐออนไลน์, ฉบับ 1กันยายน 255 ; http://www.thairath.co.th/column/pol/thai_remark/287631, ภาพ: อินเตอรเน็ต)

Tuesday, September 4, 2012

สถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์ประเทศไทย 2012

|0 ความคิดเห็น

 
            สถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์ประเทศไทย จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานความเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วงไตรมาสสองปี 2555 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2555 ด้านสถานการณ์การค้ามนุษย์ พบว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ต้องจับตามองด้านการค้ามนุษย์ (Tier 2 Watch List) เป็นปีที่ 3 ปัญหาการค้ามนุษย์ส่วนใหญ่ภายในภูมิภาค และที่พบได้ตามแนวชายขอบลุ่มแม่น้ำโขง และมีความเกี่ยวโยงถึงประเทศไทย ส่งผลให้ไทยถูกสหรัฐอเมริกาลดระดับให้เป็นประเทศไทย เป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย
(ที่มา: ข่าวเศรษฐกิจและสังคม สายพัฒนาสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ; http://social.nesdb.go.th)

Monday, September 3, 2012

แนวโน้มเด็กเยาวชนไทยติดเหล้าบุหรี่เพิ่มมากขึ้น

|0 ความคิดเห็น
 
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) ได้รายงานความเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วงไตรมาสสองปี ๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ ในด้านพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของคนในสังคม พบว่า เยาวชนกลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มมากกว่าปีละ ๒๕๐,๐๐๐ คน และคนไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปสูบบุหรี่เกือบ ๑๕ ล้านคน จากข้อมูลการสำรวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ระดับโลก ในปี ๒๕๕๒ ปละปี ๒๕๕๔ พบว่า คนไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นจาก ๑๔.๓ ล้านคน เป็น ๑๔.๖ ล้านคน และเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ ๑๔.๘๐ ขณะที่ข้อมูลศูนย์วิจัยสุราในปี ๒๕๕๔ พบว่า คนไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ดื่มแอลลกอฮอร์มากถึง ๑๗ ล้านคน โดยที่เยาวชนกลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ ๒๕๐,๐๐๐ คน ดังนั้น พฤติกรรมเสี่ยงการสูบบุหรี่ และการอื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอร์ฮอร์ (เหล้า) ควรมีการเฝ้าระวังในกลุ่มเด็กและเยาวชนต่อไป. (ที่มา
: ข่าวเศรษฐกิจและสังคม สายพัฒนาสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ; http:social.nesdb.go.th; ภาพจากอินเตอรเน็ต)

Monday, August 29, 2011

พม.ชี้ปัญหาแม่วัยเยาว์ยังน่าห่วง

|0 ความคิดเห็น
พม.ชี้ปัญหาแม่วัยเยาว์ยังน่าห่วง นำร่องศึกษา ๔ จังหวัด ติดอันดับท้องไม่พร้อมสูง

            วันนี้ (๒๖ ส.ค.๕๔) เวลา ๑๓.๓๐ น. ที่โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ กรุงเทพฯ นางนภา เศรษฐกร รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิด “งานรณรงค์และนำเสนอผลการศึกษาโครงการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นอย่างมีส่วนร่วม” เพื่อนำเสนอผลการศึกษาสภาพปัญหาและปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นในระดับภูมิภาค รวมทั้งรณรงค์สร้างความตระหนักในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

            นางนภา เศรษฐกร รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง โดยในประเทศไทยมีอัตราเฉลี่ยการคลอดบุตรของมารดาอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ สูงเป็นอันดับที่สองของโลก และเป็นอันดับหนึ่งของทวีปเอเชีย คือ ร้อยละ ๑๓.๕๕ ในปี ๒๕๕๒ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด และจากสถิติการคลอดบุตรของมารดาอายุต่ำกว่า๒๐ปีบริบูรณ์ในระดับจังหวัด (จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) พบว่าจังหวัดที่มีอัตราเฉลี่ยการคลอดบุตรของมารดาที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ สูงกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด มีจำนวนมากถึง ๗๑ จังหวัด จากสถานการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เป็นภาวะวิกฤติที่จะต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงได้ขับเคลื่อนมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแม่วัยเยาว์ เพื่อให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม ๖ ด้าน โดยให้มีการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อลดปัญหาแม่วัยเยาว์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ และมอบหมายให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อมอย่างบูรณาการ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในระดับภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร โดยจัดทำโครงการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ ได้ทำการศึกษาวิจัยทั้งในเชิงลึกและเชิงสำรวจในภาพกว้าง ในจังหวัดที่มีอัตราสูงของการคลอดบุตรของมารดาที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ ประกอบด้วยจังหวัดบุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ตราด และกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาวะและปัจจัยที่มีอิทธิพลกับปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของกระบวนการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

            นางนภา กล่าวต่อว่า การจัดงานรณรงค์และนำเสนอผลการศึกษาวิจัย การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวันนี้ ประกอบด้วยกิจกรรม การแสดงนิทรรศการและนำเสนอผลการศึกษาวิจัย เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการที่ได้มาจากกระบวนการศึกษาวิจัยในระดับภูมิภาค ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมถึงมีความตระหนักในปัญหาและมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเจากการประกวดคำขวัญรณรงค์การตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมโล่จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้แก่ นายกิตติคุณ โคตรแก้ว จากโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต คำขวัญ “เพศศึกษารู้ให้ทัน ไม่ตั้งครรภ์ในวัยเรียน” รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ได้รับเงินรางวัล ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมโล่ ได้แก่ นายยุทธนา ดวงศรี จากโรงเรียนยานนาเวศวิทยาคม คำขวัญ “หยุดความคิด หยุดการกระทำ เพื่อยับยั้ง การตั้งครรภ์ในวัยเรียน” และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ได้รับเงินรางวัล ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมโล่ ได้แก่ นางสาวสิริวิมล ช่วยพนัง จากโรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง คำขวัญ “อนาคตอีกยาวไกล ไม่ฝักใฝ่เพศสัมพันธ์ เรียนรู้และป้องกัน อย่างตั้งครรภ์ในวัยเรียน”.

            ที่มา: www.m-society.go.th ภาพ: เวปไซด์

Saturday, June 25, 2011

|0 ความคิดเห็น
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงประชากรทางโครงสร้างอายุ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากร ประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ประชากรวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 30-64 ปี จะยังคงเติบโตต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นจะเริ่มลดลง โดยจำนวนประชากรวัยเด็กที่มีอายุ 15-59 ปี และกลุ่มอายุแรกเกิดถึง 14 ปี กำลังเริ่มหดตัวลดลง การเปลี่ยนแปลงประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2543-2563 และหลังจากปี 2563 ไปแล้วประชากรที่มีอายุเกิน 45 ปีขึ้นไป จะเป็นกลุ่มประชากรที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยหลังปี พ.ศ. 2583 เป็นต้นไปจะเป็นการเพิ่มขึ้นของประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ที่มา:ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางประชากรของประเทศไทย, http://www.nesdb.go.th