ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่มีความรุนแรงของสถานการณ์การค้ามนุษย์มีหลากหลายรูปแบบทั้งด้านแรงงาน การค้าประเวณีและการแสวงหาประโยชน์จากการเอาคนมาขอทานจากรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2553 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (US.Departmest of state , 15 สิงหาคม 2553 อ้างถึงในรสสุคนธ์ ทาริยะ , 2553 : 41-43) ได้ระบุว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมาย เรียกว่า Trafficking Victims Protection Act’s (TVPA) โดยแบ่งประเทศในโลกนี้เป็น 3 ลำดับชั้น (Tier) ตามลักษณะของการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ คือ
ลำดับ 1 (Tier 1) หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีการตอบสนองอย่างเต็มที่ และเข้าถึงมาตรฐานขั้นต่ำของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองเหยื่อของการค้ามนุษย์ (TVPA) (Countries whose governments fully comply with the trafficking victims Protection Act’s (TVPA) minimum standards) เช่น ประเทศสหราชอาณาจักร ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ฯลฯ
ลำดับ 2 (Tier 2) หมายถึง ประเทศที่รัฐบาลยังไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายคุ้มครอง เหยื่อของการค้ามนุษย์ (TVPA) แต่มีความพยายามอย่างมีนัยยะสำคัญที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านั้น เช่นอัฟกานิสถาน ลาว โรมาเนีย แมกซิโก บราซิล เป็นต้น
ลำดับ 3 (Tier 3) หมายถึง กลุ่มประเทศที่รัฐบาลไม่ยอมรับที่จะปฏิบัติตามมาฐานขั้นต่ำ และไม่มีการแสดงให้ถึงความพยายามอย่างมีนัยยะสำคัญที่จะทำด้วย เช่น พม่า มาเลเซีย เกาหลีเหนือ เป็นต้น สถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์ ในประเทศไทย เคยถูกจัดลำดับให้อยู่ในลำดับที่ 2 ต่อมาถูกจัดในลำดับที่ 3 เป็นลำดับต่ำสุด ซึ่งหมายความว่าการทำงานด้านนี้ ไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนักไม่มีความสามารถในการดำเนินคดีกับผู้ค้ามนุษย์ได้ หรือไม่จริงที่จะแก้ปัญหา ด้วยเหตุดังนี้ คือ (US. Department of state , 15 สิงหาคม 2553)
1) ประเทศไทย มี 3 สถานะ คือ เป็นประเทศต้นทาง ปลายทาง และทางผ่าน สำคัญการค้ามนุษย์ที่มีทั้งผู้ชายผู้หญิง และเด็ก
ประเทศต้นทาง คือ นำเด็ก และหญิง จากในประเทศไทยส่งออกไปยังประเทศอื่นทั้งในภูมิภาคเดียวกัน และนอกภูมิภาค
ประเทศปลายทาง คือ รับเด็ก และหญิง จากประเทศอื่นเข้ามาค้าบริการทางเพศ ในประเทศไทย รวมทั้งใช้แรงงานโดยกดขี่ทารุณ บังคับขู่เข็ญ ให้เป็นขอทาน หรือกระทำการอื่นที่ไร้คุณธรรม
ประเทศทางผ่าน คือ ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านโดยนำเข้ามา แล้วส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น (อาทิ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น บาห์เรน ไต้หวัน ทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือ) เพื่อการใช้ประโยชน์ทางเพศ
2)รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ดีรัฐบาลกำลังดำเนินความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลยังคงนำพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์มาบังคับใช้อย่างต่อเนื่องและยังจัดฝึกอบรมให้ความรู้ รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ เพิ่มจิตสำนึกเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตามแม้มีการดำเนินความพยายามที่สำคัญ ดังกล่าวแต่ความหมายโดยรวมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้แรงงานต่างด้าว และแรงงานไทยและการบังคับค้าประเวณียังไม่มีความคืบหน้าอย่างแน่นอน
3)ความพยายามของรัฐบาลในการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ค่อนข้างจำกัด ยังมีรายงานและการยืนยันว่ามีเหยื่อค้ามนุษย์จำนวนมากที่ถูกแสวงหาประโยชน์ในไทย และยังคงมีคนไทยที่ถูกแสวงหาประโยชน์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
4)หน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายของไทยยังไม่มีการทุจริต คอร์รัปชั่นอยู่ที่ทั่วไป แต่รัฐบาลกลับไม่ได้มีการรายงานการสอบสวนคดี เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ในขณะที่ปัญหา การค้ามนุษย์ในไทยมีขอบข่ายกว้างขวางและเป็นปัญหาที่รุนแรง การพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และบังคับใช้แรงงานแต่เพียงจำนวนเล็กน้อย และมีการคัดแยก เหยื่อค้ามนุษย์เพียงไม่กี่รายในประชากร กลุ่มเสี่ยง
สถานะของประเทศไทยเป็นทั้งประเทศต้นทางทางผ่าน และปลายทาง ประกอบกับประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ผู้ย้ายถิ่น เข้ามาแสวงหาโอกาส และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ย้ายถิ่นส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย ผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมายมีทั่งสิ้น ประมาณ 1.2-2.3 ล้านคน ส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อทำงานก่อสร้าง ประมง และธุรกิจค้าประเวณี นอกจากการย้ายถิ่นระหว่างประเทศแล้ว ประเทศไทยยังมีการย้ายถิ่นจากจังหวัดที่ขาดแคลนไปสู่จังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประมาณ 1 ล้านคน เป็นชนกลุ่มน้อย โดยกว่าครึ่งไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งกลุ่มนี้ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในปี พ.ศ.2547 กระทรวงมหาดไทยได้รับการลงทะเบียนจากผู้ย้ายถิ่นของกัมพูชา ลาว พม่า ทั้งสิ้น จำนวน 1.28 ล้านคน และโดยมากกว่า 930,000 คน เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้ย้ายถิ่นมากถึงร้อยละ 12 ของประชากร บริเวณชายแดนฝั่งประเทศไทยเสี่ยงต่อการตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , 8 สิงหาคม 2553)
ตอนที่ผมได้ยินคำว่า "พลังดารา" ใหม่ๆ เป็นช่วงที่องค์กรต่างๆ ของรัฐ นำดารามาช่วยรณรงค์ให้เกิดความเคลื่อนไหวในทางดี โดยว่ากันว่าดาราเพียงคนเดียวที่มีพลังโน้มน้าวมวลชนสูงๆ อาจทำเรื่องที่ต้องใช้คนทั้งกองทัพ หรือใช้งบประมาณของหน่วยงานใหญ่เป็นเวลาหลายปี ให้สำเร็จลุล่วงสมประสงค์ได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน
ในความเป็นจริง มีการประเมินผลกันอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ที่ผมอาศัยความรู้สึกเอาล้วนๆ ก็คือพลังดาราอย่างเดียว ไม่พอจะก่อให้เกิดกระแสความเคลื่อนไหวที่รุนแรง หากเรื่องที่รณรงค์กันมันไม่โดนใจมวลชน หรือไม่ตรงกับคาแรกเตอร์ของดาราที่นำมาใช้
แต่หากทุกอย่างลงตัวขึ้นมา แม้บางคนที่ไม่ใช่ดารา ก็กลายเป็นดาวเด่นของสังคม และชี้นำให้เกิดสำนึกมวลชนพร้อมกันทั่วประเทศได้ในชั่วข้ามคืน ยกตัวอย่าง เช่น หมวดตี้ ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ ผู้ไม่เป็นที่รู้จักยามมีชีวิต แต่กลับเป็นที่จดจำไม่ลืมเมื่อเขาตาย เพราะคาแรกเตอร์ของหมวดตี้เหมือนพระเอกตัวจริง ทั้งสมาร์ท ทั้งรักความถูกต้อง ทั้งเสียสละ และคำพูดต่างๆ ของเขาในอดีต ที่แสดงถึงเจตจำนงเสียสละเพื่อรักษาความถูกต้อง ก็เป็นที่ได้ยินหลังสละชีพเพื่อชาติไปแล้ว เรียกว่า ผลงานเป็นที่รู้จักก่อนคำพูด ไม่ใช่ดีแต่พูดแล้วไม่มีผลงานตามที่พูด
ช่วงที่ข่าวหมวดตี้กำลังฮอตสุดขีดนั้น แรงบันดาลใจเกี่ยวกับความเสียสละพุ่งแรงมาก อย่างน้อยที่สุดเท่าที่ผมทราบ คือขวัญและกำลังใจของเหล่าทหารหาญซึ่งทำหน้าที่กัน ก็แข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะในแง่ที่สังคมพากันเทิดทูนน้ำใจ เห็นค่าความเสียสละของพวกเขากันมากมาย หมวดตี้จึงจัดเป็นประเภทที่มีพลังแบบเดียวกับดารา อาศัยชีวิตเขาคนเดียวสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านดีขึ้นมาได้ ทำภาพของความเสียสละให้ปรากฏแก่สำนึกของคนทั่วประเทศได้ จะเป็นช่วงสั้นหรือช่วงยาวก็ตาม
ข่าวฟิล์ม รัฐภูมิ ทำให้ผมรู้สึกเกี่ยวกับพลังดาราไปในหลายแง่ ผมไม่ได้มองแง่ดีหรือแง่ร้ายโดยเฉพาะ แต่มองว่าพลังดาราสามารถขับเคลื่อนสังคมได้จริง เพราะดูเหมือนวันนี้ไม่มีใครในประเทศไทยที่ไม่รู้เรื่องฟิล์ม แม้ขึ้นต้นมา อาจต้องเป็นไปด้วยความรู้สึกอยากด่า อยากทับถม หรืออยากกระทืบซ้ำก็ตาม
ถ้ามีหน่วยงานใดฉลาดใช้ประโยชน์จากกระแสที่ยังไม่ซา ผมคิดว่ากรณีของคุณฟิล์มอาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้นว่าหน่วยงานที่รณรงค์เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เราคงไม่ถึงกับต้องรณรงค์ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น มารักนวลสงวนตัวจนถึงวันแต่งกันเถิด แต่เรารณรงค์ในสิ่งที่เป็นไปได้ เช่น มาป้องกันภาวการณ์ตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์กันเถิด
ถ้ารณรงค์สำเร็จก็ได้ชื่อว่าคุณป้องกันปัญหา ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน ๙ เดือนข้างหน้าเป็นวงกว้างพอสมควรได้แล้ว! ช่วยกันชี้ให้เด็กรุ่นใหม่เห็น ว่าถึงโลกจะหมุนจี๋ไปถึงไหน ไม่แคร์เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนสักเพียงใด เมื่อเกิดเรื่องเกิดราว อย่างไรก็ต้องมีคนรับเคราะห์ มีคนเสียหน้า มีคนต้องอับอาย มีการด่าทอเอาผิดเอาถูก ซึ่งความจริงเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่าความรู้สึกแย่ที่เกิดขึ้นแน่ๆ นี่เป็นของคู่โลก ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
คนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาววันนี้ น่าจะกำลังตั้งอกตั้งใจฟังทีเดียวครับ ว่าผู้ใหญ่ที่มี "พลังเหมือนดารา" ท่านใด จะออกมาช่วยแนะแนวทาง ชี้ทิศเหมาะที่น่ารับฟัง เอาแบบที่มีเหตุผลเข้าใจง่าย และทำได้จริง ป้อนข้อมูลเป็นสาระอะไรมา พวกเขาและเธอพร้อมจะเงี่ยหูฟัง ไม่ดูเบากันหรอก อย่ามีแต่ผู้ใหญ่ที่ออกโรงมาเพียงเพื่อเกาะกระแส ด้วยการช่วยข้างใดข้างหนึ่ง เหยียบย่ำอีกข้างหนึ่งซ้ำกันอีกเลย คนเราลืมเสียงด่าที่ไร้แก่นสารได้ในเวลาไม่นาน แต่จะจดจำเสียงแนะที่ใช้ได้จริงตลอดไป และนั่น หมายความว่าชื่อของคุณจะถูกจารึกไว้ ตราบนานเท่านานในบ้านนี้เมืองนี้!
ที่มา: ดังตฤณ,ตุลาคม ๕๓ ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๓, ภาพ: จากอินเตอร์เนต
เข้าร่วมเสวนาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนกับการพัฒนาสังคม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553
นงานโครงการ เพื่อหารือ และแบ่งงานกันไปทำตามความสะดวกของแต่ละคน รวมทั้งทบทวนการทำงานในช่วงที่ผ่านมา และขอความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางแผนการดำเนินงานในช่วงต่อไป
- งานนี้ทำแล้วทุกคนเห็นด้วยและเป็นประโยชน์ดี เลยเป็นต้นแบบ และสามารถขยายผลได้ โดยในส่วนของวัดได้เสนอต่อที่ประชุมคณะสงฆ์เครือข่ายสาสนา ด้านเอดส์ ยาเสพติด
- สุขภาพของชาวบ้านดีขึ้นและไม่เกิดอุบัติเหตุในงาน ไม่มีการทะเลาะวิวาทชุมชนมีความสุขที่ได้ร่วมงานนี้
- ความเข้มแข็งของชุมชนที่สามารถกดดันให้รถขายเหล้าจากนอพื้นที่ไม่กล้าขายต้องออกไปจากหมู่บ้าน
ใช้จ่ายในงานปอยหลวงอำเภอสันป่าตองในปี 2551 โดยเจ้าหน้าที่อนามัย อสม และตัวแทนชาวบ้านจาก 1,347 ครัวเรือนใน 10 หมู่บ้าน 7 ตำบล พบว่าดี ตัวเลขที่ทางสถิติที่น่าตกใจและเห็นได้ชัดถึงสภาพความรุนแรงของปัญหาการดื่มเหล้าเบียร์ในงานประเพณีปอยหลวงถึง 32% เงินทำบุญ 15% เงินค่ากินกับของใช้ 53% ซึ่งตัวเงิน เกือบ 5 ล้าน ส่วนเงินทำบุญ 2 ล้านกว่า จึงเกิดคำถามขึ้นว่าจริง ๆ แล้ว “ปอยหลวงคืองานบุญครั้งยิ่งใหญ่หรืองานเมาครั้งยิ่งใหญ่กันแน่ “
นาสนะที่สร้างเสร็จใหม่ภายในวัด ไม่ว่าจะเป็นวิหาร อุโบสถ กำแพงวัด โรงฉัน และศาสนา เป็นต้น ให้เป็นสมบัติของสงฆ์ เพื่อใช้ในงานสาธารณประโยชน์ต่อไป ช่วงประเพณีปอยหลวง มักจะจัดขึ้นตั้งแต่เดือน 5-8 เหนือ(เดือนกุมภาพันธ์ - เดือนพฤษภาคม) เพราะเว้นว่างจากการทำไร่ทำนา งานนี้จะจัดขึ้นประมาณ 3- 7 วันแล้วแต่ฐานะของแต่ละชุมชน
มลดลง ทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้านต้องจัดเตรียมสถานที่ ข้าวปลาอาหารอย่างดี และที่ขาดไม่ได้ในแต่ละบ้าน คือ เครื่องดื่มของมึนเมา ซึ่งก่อนจัดงานปอย พ่อค้าส่งจะนำเครื่องดื่มทั้งสุรา เบียร์ น้ำอัดลม รวมถึงน้ำแข็งมาลงไว้ให้ก่อนโดยยังไม่ต้องจ่ายเงิน
ป้า...นักสังคมสงเคราะห์ สสว.๑๐

ได้แก่