Showing posts with label บทความทางสังคม. Show all posts
Showing posts with label บทความทางสังคม. Show all posts

Wednesday, December 21, 2011

แนวโน้มสังคมไทยสังคมโลก 2012

|0 ความคิดเห็น

แนวโน้มสังคมไทยสังคมโลก 2012

                จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสังคมโลก พบว่า กฎ กติกา ใหม่ของโลกหลายด้านส่งผลให้ทุกประเทศในโลกต้องปรับตัว โดยเฉพาะกฎระเบียบด้านสังคม โดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษย์ชนที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดความเคารพ และรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน การปรับตัวการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกแบบหลายศูนย์กลาง รวมทั้งภูมิภาคเอเชียทวีความสำคัญมากขึ้น เช่น การร่วมกลุ่มในภูมิภาคเอเชียภายใต้กรอบการค้าเสรีของอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และประชาคมอาเซียน ในปี 2558 รวมทั้งกรอบความร่วมมืออื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ระรองรับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโลก จะมีรายจ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ทำให้งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาด้านอื่นๆ ลดลง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การเกิดสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อภาคสังคม เช่น ปัญหาความยากจน การอพยพย้ายถิ่น การแย่งชิงทรัพยากร ในขณะที่ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานโลกมีแนวโน้มจะเป็นปัญหาสำคัญ อันจะส่งผลให้การผลิตอาหารสู่ตลาดลดลงไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาคมโลก อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตด้านอาหารได้ รวมทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามในการพัฒนา และภัยการก่อการร้ายถือเป็นภัยคุมคามประชาคมโลก



            สถานการณ์สังคมไทยพบว่า การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศด้านเศรษฐกิจ มีความอ่อนแอลง จากการเกิดภัยพิบัติอุทกภัยที่ผ่านส่งผลทำให้การเติมโตทางเศรษฐกิจลดลง เกิดการเลิกจ้างงาน การว่างงาน รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงด้วยงบประมาณมหาศาล ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนในส่วนของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณภาพบริการของโครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม กฎหมาย ระเบียบทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการจัดระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและเหมาะสม กับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชาชนได้รับการคุ้มครองทางสังคมเพิ่มขึ้น แต่ยังมีกลุ่มผู้ด้อยโอกาสยังเข้าไม่ถึงบริการทางสังคม และจากสถานการณ์สังคมเกิดวิกฤตความเสื่อมถอยทางคุณธรรม จริยธรรม ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด และการพนันโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อมากขึ้น ร่วมทั้งปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่สงบสุขตามแนวชายแดนภาคใต้ และปัญหาแนวชายแดนเพื่อนบ้าน อันจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมไทยต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และความเชื่อมั่นของนานาประเทศ และความสงบสุขที่มีแนวโน้มจะลดลง

            ในขณะที่สถานการณ์การพัฒนาสังคม พบว่า จากสภาวะทางเศรษฐกิจที่บีบคั้น ทำให้สถาบันครอบครัวอ่อนแอ พ่อแม่อยู่กับลูกน้อยลง ครอบครัวขาดความตระหนักในบทบาท เกิดความแตกแยกนำไปสู่การหย่าร้างเพิ่มมากขึ้น เด็กและผู้หญิงตกเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำความรุนแรงจากคนใกล้ชิด ส่งผลให้เด็กและเยาวชนบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น เสพยาเสพติด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ทะเลาะวิวาท ติดเกมส์ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เสี่ยงต่อการเป็นผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ เกิดปัญหาเด็กเร่ร่อน ขาดโอกาสทางการศึกษามีมากขึ้นในสังคมไทย ในขณะที่ค่านิยมของคนในสังคมเน้นการบริโภคนิยคม วัตถุนิยม ทำให้เด็กเกิดภาวะโภชนาการเกิน เป็นเหตุแห่งโรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังอื่นๆ นำไปสู่ความพิการได้ง่าย ประกอบกับสังคมผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการดูแล ช่วยเหลือในขณะที่แรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาการค้ามนุษย์ทวีความรุนแรง รวมทั้งผู้พ้นโทษหันกลับไปทำผิดซ้ำมากขึ้น และผลจากการพัฒนาสู่ความทันสมัยที่ผ่านมา พบว่า เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานจากชนบทสู่เมือง ทำให้คนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง เปราะบางในการเข้าสู่ปัญหาความยากจนสูงขึ้น



            สรุปภาพโดยรวมแนวโน้มอนาคตสังคมไทย 2012 กล่าวได้ว่า โครงสร้างครอบครัวทั้งในเมืองและชนบท เกิดครอบครัวเดี่ยวและมีขนาดที่เล็กลง สัมพันธภาพของคนในครอบครัวน้อยลง เกิดภาวะความเครียด ซึมเศร้า ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ มีแม่เลี้ยงเดี่ยวมากขึ้นจากปัญหาการหย่าร้างที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่ครอบครัวจะมีผู้สูงอายุกับเด็กมากขึ้น และเป็นภาระของผู้สูงอายุที่ต้องเลี้ยงดูเด็กมากขึ้นเช่นกัน รวมทั้งจากสถานการณ์จากภัยพิบัติต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาการเงินในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย และการทำมาหากิน ภาวการณ์ถูกเลิกจ้าง ว่างงาน อีกมากมาย ทางออกทางแก้ในการให้การช่วยเหลือและพัฒนาสังคมไทย จะมีทิศทางแนวโน้มเช่นไร คงต้องฝากไว้ที่ฝีมือรัฐบาลไทยในยุคที่มีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย และคนไทยทุกคน ทุกภาคล่วนจะได้ร่วมมือหันหน้าปรึกษาหารทางออกทางแก้ไปด้วยกันต่อไป.

Sunday, October 17, 2010

สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย 2010

|0 ความคิดเห็น
สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่มีความรุนแรงของสถานการณ์การค้ามนุษย์มีหลากหลายรูปแบบทั้งด้านแรงงาน การค้าประเวณีและการแสวงหาประโยชน์จากการเอาคนมาขอทานจากรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2553 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (US.Departmest of state , 15 สิงหาคม 2553 อ้างถึงในรสสุคนธ์ ทาริยะ , 2553 : 41-43) ได้ระบุว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมาย เรียกว่า Trafficking Victims Protection Act’s (TVPA) โดยแบ่งประเทศในโลกนี้เป็น 3 ลำดับชั้น (Tier) ตามลักษณะของการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ คือ

ลำดับ 1 (Tier 1) หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีการตอบสนองอย่างเต็มที่ และเข้าถึงมาตรฐานขั้นต่ำของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองเหยื่อของการค้ามนุษย์ (TVPA) (Countries whose governments fully comply with the trafficking victims Protection Act’s (TVPA) minimum standards) เช่น ประเทศสหราชอาณาจักร ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ฯลฯ

ลำดับ 2 (Tier 2) หมายถึง ประเทศที่รัฐบาลยังไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายคุ้มครอง เหยื่อของการค้ามนุษย์ (TVPA) แต่มีความพยายามอย่างมีนัยยะสำคัญที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านั้น เช่นอัฟกานิสถาน ลาว โรมาเนีย แมกซิโก บราซิล เป็นต้น

ลำดับ 3 (Tier 3) หมายถึง กลุ่มประเทศที่รัฐบาลไม่ยอมรับที่จะปฏิบัติตามมาฐานขั้นต่ำ และไม่มีการแสดงให้ถึงความพยายามอย่างมีนัยยะสำคัญที่จะทำด้วย เช่น พม่า มาเลเซีย เกาหลีเหนือ เป็นต้น สถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์ ในประเทศไทย เคยถูกจัดลำดับให้อยู่ในลำดับที่ 2 ต่อมาถูกจัดในลำดับที่ 3 เป็นลำดับต่ำสุด ซึ่งหมายความว่าการทำงานด้านนี้ ไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนักไม่มีความสามารถในการดำเนินคดีกับผู้ค้ามนุษย์ได้ หรือไม่จริงที่จะแก้ปัญหา ด้วยเหตุดังนี้ คือ (US. Department of state , 15 สิงหาคม 2553)

1) ประเทศไทย มี 3 สถานะ คือ เป็นประเทศต้นทาง ปลายทาง และทางผ่าน สำคัญการค้ามนุษย์ที่มีทั้งผู้ชายผู้หญิง และเด็ก ประเทศต้นทาง คือ นำเด็ก และหญิง จากในประเทศไทยส่งออกไปยังประเทศอื่นทั้งในภูมิภาคเดียวกัน และนอกภูมิภาค ประเทศปลายทาง คือ รับเด็ก และหญิง จากประเทศอื่นเข้ามาค้าบริการทางเพศ ในประเทศไทย รวมทั้งใช้แรงงานโดยกดขี่ทารุณ บังคับขู่เข็ญ ให้เป็นขอทาน หรือกระทำการอื่นที่ไร้คุณธรรม ประเทศทางผ่าน คือ ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านโดยนำเข้ามา แล้วส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น (อาทิ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น บาห์เรน ไต้หวัน ทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือ) เพื่อการใช้ประโยชน์ทางเพศ

2)รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ดีรัฐบาลกำลังดำเนินความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลยังคงนำพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์มาบังคับใช้อย่างต่อเนื่องและยังจัดฝึกอบรมให้ความรู้ รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ เพิ่มจิตสำนึกเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตามแม้มีการดำเนินความพยายามที่สำคัญ ดังกล่าวแต่ความหมายโดยรวมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้แรงงานต่างด้าว และแรงงานไทยและการบังคับค้าประเวณียังไม่มีความคืบหน้าอย่างแน่นอน

3)ความพยายามของรัฐบาลในการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ค่อนข้างจำกัด ยังมีรายงานและการยืนยันว่ามีเหยื่อค้ามนุษย์จำนวนมากที่ถูกแสวงหาประโยชน์ในไทย และยังคงมีคนไทยที่ถูกแสวงหาประโยชน์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

4)หน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายของไทยยังไม่มีการทุจริต คอร์รัปชั่นอยู่ที่ทั่วไป แต่รัฐบาลกลับไม่ได้มีการรายงานการสอบสวนคดี เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ในขณะที่ปัญหา การค้ามนุษย์ในไทยมีขอบข่ายกว้างขวางและเป็นปัญหาที่รุนแรง การพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และบังคับใช้แรงงานแต่เพียงจำนวนเล็กน้อย และมีการคัดแยก เหยื่อค้ามนุษย์เพียงไม่กี่รายในประชากร กลุ่มเสี่ยง

สถานะของประเทศไทยเป็นทั้งประเทศต้นทางทางผ่าน และปลายทาง ประกอบกับประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ผู้ย้ายถิ่น เข้ามาแสวงหาโอกาส และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ย้ายถิ่นส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย ผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมายมีทั่งสิ้น ประมาณ 1.2-2.3 ล้านคน ส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อทำงานก่อสร้าง ประมง และธุรกิจค้าประเวณี นอกจากการย้ายถิ่นระหว่างประเทศแล้ว ประเทศไทยยังมีการย้ายถิ่นจากจังหวัดที่ขาดแคลนไปสู่จังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประมาณ 1 ล้านคน เป็นชนกลุ่มน้อย โดยกว่าครึ่งไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งกลุ่มนี้ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในปี พ.ศ.2547 กระทรวงมหาดไทยได้รับการลงทะเบียนจากผู้ย้ายถิ่นของกัมพูชา ลาว พม่า ทั้งสิ้น จำนวน 1.28 ล้านคน และโดยมากกว่า 930,000 คน เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้ย้ายถิ่นมากถึงร้อยละ 12 ของประชากร บริเวณชายแดนฝั่งประเทศไทยเสี่ยงต่อการตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , 8 สิงหาคม 2553)

Thursday, October 7, 2010

พลังดารา พลังสร้างสรรค์

|0 ความคิดเห็น

ตอนที่ผมได้ยินคำว่า "พลังดารา" ใหม่ๆ เป็นช่วงที่องค์กรต่างๆ ของรัฐ นำดารามาช่วยรณรงค์ให้เกิดความเคลื่อนไหวในทางดี โดยว่ากันว่าดาราเพียงคนเดียวที่มีพลังโน้มน้าวมวลชนสูงๆ อาจทำเรื่องที่ต้องใช้คนทั้งกองทัพ หรือใช้งบประมาณของหน่วยงานใหญ่เป็นเวลาหลายปี ให้สำเร็จลุล่วงสมประสงค์ได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน ในความเป็นจริง มีการประเมินผลกันอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ที่ผมอาศัยความรู้สึกเอาล้วนๆ ก็คือพลังดาราอย่างเดียว ไม่พอจะก่อให้เกิดกระแสความเคลื่อนไหวที่รุนแรง หากเรื่องที่รณรงค์กันมันไม่โดนใจมวลชน หรือไม่ตรงกับคาแรกเตอร์ของดาราที่นำมาใช้
แต่หากทุกอย่างลงตัวขึ้นมา แม้บางคนที่ไม่ใช่ดารา ก็กลายเป็นดาวเด่นของสังคม และชี้นำให้เกิดสำนึกมวลชนพร้อมกันทั่วประเทศได้ในชั่วข้ามคืน ยกตัวอย่าง เช่น หมวดตี้ ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ ผู้ไม่เป็นที่รู้จักยามมีชีวิต แต่กลับเป็นที่จดจำไม่ลืมเมื่อเขาตาย เพราะคาแรกเตอร์ของหมวดตี้เหมือนพระเอกตัวจริง ทั้งสมาร์ท ทั้งรักความถูกต้อง ทั้งเสียสละ และคำพูดต่างๆ ของเขาในอดีต ที่แสดงถึงเจตจำนงเสียสละเพื่อรักษาความถูกต้อง ก็เป็นที่ได้ยินหลังสละชีพเพื่อชาติไปแล้ว เรียกว่า ผลงานเป็นที่รู้จักก่อนคำพูด ไม่ใช่ดีแต่พูดแล้วไม่มีผลงานตามที่พูด
ช่วงที่ข่าวหมวดตี้กำลังฮอตสุดขีดนั้น แรงบันดาลใจเกี่ยวกับความเสียสละพุ่งแรงมาก อย่างน้อยที่สุดเท่าที่ผมทราบ คือขวัญและกำลังใจของเหล่าทหารหาญซึ่งทำหน้าที่กัน ก็แข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะในแง่ที่สังคมพากันเทิดทูนน้ำใจ เห็นค่าความเสียสละของพวกเขากันมากมาย หมวดตี้จึงจัดเป็นประเภทที่มีพลังแบบเดียวกับดารา อาศัยชีวิตเขาคนเดียวสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านดีขึ้นมาได้ ทำภาพของความเสียสละให้ปรากฏแก่สำนึกของคนทั่วประเทศได้ จะเป็นช่วงสั้นหรือช่วงยาวก็ตาม
ข่าวฟิล์ม รัฐภูมิ ทำให้ผมรู้สึกเกี่ยวกับพลังดาราไปในหลายแง่ ผมไม่ได้มองแง่ดีหรือแง่ร้ายโดยเฉพาะ แต่มองว่าพลังดาราสามารถขับเคลื่อนสังคมได้จริง เพราะดูเหมือนวันนี้ไม่มีใครในประเทศไทยที่ไม่รู้เรื่องฟิล์ม แม้ขึ้นต้นมา อาจต้องเป็นไปด้วยความรู้สึกอยากด่า อยากทับถม หรืออยากกระทืบซ้ำก็ตาม
ถ้ามีหน่วยงานใดฉลาดใช้ประโยชน์จากกระแสที่ยังไม่ซา ผมคิดว่ากรณีของคุณฟิล์มอาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้นว่าหน่วยงานที่รณรงค์เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เราคงไม่ถึงกับต้องรณรงค์ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น มารักนวลสงวนตัวจนถึงวันแต่งกันเถิด แต่เรารณรงค์ในสิ่งที่เป็นไปได้ เช่น มาป้องกันภาวการณ์ตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์กันเถิด
ถ้ารณรงค์สำเร็จก็ได้ชื่อว่าคุณป้องกันปัญหา ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน ๙ เดือนข้างหน้าเป็นวงกว้างพอสมควรได้แล้ว! ช่วยกันชี้ให้เด็กรุ่นใหม่เห็น ว่าถึงโลกจะหมุนจี๋ไปถึงไหน ไม่แคร์เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนสักเพียงใด เมื่อเกิดเรื่องเกิดราว อย่างไรก็ต้องมีคนรับเคราะห์ มีคนเสียหน้า มีคนต้องอับอาย มีการด่าทอเอาผิดเอาถูก ซึ่งความจริงเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่าความรู้สึกแย่ที่เกิดขึ้นแน่ๆ นี่เป็นของคู่โลก ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
คนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาววันนี้ น่าจะกำลังตั้งอกตั้งใจฟังทีเดียวครับ ว่าผู้ใหญ่ที่มี "พลังเหมือนดารา" ท่านใด จะออกมาช่วยแนะแนวทาง ชี้ทิศเหมาะที่น่ารับฟัง เอาแบบที่มีเหตุผลเข้าใจง่าย และทำได้จริง ป้อนข้อมูลเป็นสาระอะไรมา พวกเขาและเธอพร้อมจะเงี่ยหูฟัง ไม่ดูเบากันหรอก อย่ามีแต่ผู้ใหญ่ที่ออกโรงมาเพียงเพื่อเกาะกระแส ด้วยการช่วยข้างใดข้างหนึ่ง เหยียบย่ำอีกข้างหนึ่งซ้ำกันอีกเลย คนเราลืมเสียงด่าที่ไร้แก่นสารได้ในเวลาไม่นาน แต่จะจดจำเสียงแนะที่ใช้ได้จริงตลอดไป และนั่น หมายความว่าชื่อของคุณจะถูกจารึกไว้ ตราบนานเท่านานในบ้านนี้เมืองนี้!
ที่มา: ดังตฤณ,ตุลาคม ๕๓ ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๓, ภาพ: จากอินเตอร์เนต

Tuesday, May 25, 2010

เด็กเยาวชนกับการพัฒนาสังคม

|0 ความคิดเห็น
จากเวทีเสวนาเรื่อง “ เด็กและเยาวชนกับการพัฒนาสังคม” โดยมี ผศ.จำลอง คำบุญชู หัวหน้าทีม Child watch ภาคเหนือ เป็นผู้ดำเนินรายการ ในประเด็นปัญหาเด็กและเยาวชนและความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมเสวนาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนกับการพัฒนาสังคม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553
โดยตัวแทนทีมยุววิจัยสังคม “คุณแม่วัยรุ่น” ในเขตพื้นที่ อบต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ได้กล่าวถึงที่มาของการเข้ามาศึกษาวิจัยเรื่อง “คุณแม่วัยรุ่น” เริ่มจากการได้รับทราบข้อมูลว่า โดยเฉลี่ยในหนึ่งเดือน โรงพยาบาลแม่จันจะมีเด็กอายุ 13-19 ปีมาทำคลอดประมาณเดือนละ 10 ราย และตามข้อมูล Child watch ทั่วประเทศประมาณ 60,000 คน ทำให้ทีมยุววิจัยสังคมเห็นว่าปัญหาคุณแม่วัยรุ่นเป็นประเด็นที่น่าจะนำมาศึกษา โดยนักวิจัยได้แบ่งเป็น 4 กรณี คือ กรณีที่ 1 คุณพ่อคุณแม่วัยรุ่นอยู่ด้วยกัน กรณีที่ 2 มีแต่คุณแม่วัยรุ่นส่วนคุณพ่อวัยรุ่นไม่รับผิดชอบ กรณีที่ 3 พ่อแม่ของคุณพ่อคุณแม่วัยรุ่นก็คือผู้ปกครองไม่ให้การยอมรับคือการตัดหางปล่อยวัด และกรณีที่ 4 คุณพ่อคุณแม่ของวัยรุ่นเองไม่สนใจลูกตัวเองปล่อยให้อยู่กับคุณตาคุณยาย
โดยผลจากการที่ทีมยุววิจัยสังคมไปสำรวจข้อมูลสถิติการคลอดบุตรจากโรงพยาบาล ปี 2552 พบว่า เด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 13-19 ปี ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะมาทำคลอด จำนวน 121 ราย โดยพบว่า คุณแม่วัยรุ่นจะมีอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ ที่เราจะพบน้อยที่สุดก็คือ 13 ปี ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ที่เราควรจะช่วยกันแก้ไข และนำไปพัฒนา โดยอยากจะให้สังคมยอมรับว่าเราสามารถผิดพลาดกันได้ และถ้าคนเราผิดพลาดกันแล้ว สังคมยอมรับแล้ว กลับมาอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ โดยงานวิจัยของทีมยุววิจัยก็จะถามว่า ในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์แล้วยังเรียนอยู่หรือเปล่า และคุณแม่อยากกลับไปเรียนอีกหรือป่าว ถ้าอยากกลับไปเรียน ที่ตำบลของเราก็จะเปิดโอกาสให้จะมีโรงเรียนชาวบ้านก็จะเปิดโอกาสให้เข้าเรียน ส่วนคุณแม่คนไหนที่ไม่อยากเรียน ก็จะประสานกับ อบต.ป่าตึง เกี่ยวกับโครงการสร้างอาชีพใหม่ ให้กับคุณแม่วัยรุ่น ซึ่งก็จะเป็นการทำให้คุณแม่อยู่ในสังคมได้อย่างปกติไม่ได้อยู่ด้วยความผิดพลาดหรือว่าปมด้อยอะไร
ในส่วนเรื่อง “เด็กและเยาวชนกับการพัฒนาสังคม” เราต้องมองก่อนว่าสังคมคาดหวังกับเด็กๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ก็เช่นเดียวกันเด็กก็คาดหวังกับสังคมมากเช่นเดียวกันว่า สังคมจะเปิดโอกาส และยอมรับให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นของเด็ก เด็กก็อาจจะสามารถพัฒนาสังคมได้ดีกว่านี้ อยากให้สังคม หรือผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นบ้าง อยากให้ยอมรับความคิดเห็นของเด็กๆ ก็มีความคิดเห็นหรืออยากจะแสดงออกให้ผู้ใหญ่เห็นและรับรู้ จากการทำงานกับ Child watch ทำให้เราได้แสดงความคิดเห็นให้ผู้ใหญ่รู้ว่าเป็นการสะท้อนความคิดของเด็กและเยาวชนแล้วก็ถ้าผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้กับเด็ก แสดงความคิดเห็นทำให้ผู้ใหญ่คิดได้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป คือ จริงๆ ปัญหาวัยรุ่นถ้าจะให้ผู้ใหญ่มาแก้ไขก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าวัยรุ่นก็จะต้องเข้าใจในตัววัยรุ่นเองส่วนมากวัยรุ่นก็จะไม่ค่อยชอบในเหตุผลหรือเงื่อนไขหลักการอะไรๆ วัยรุ่นบางคนที่มาเป็นคุณแม่ บางคนก็ไม่ได้เกิดจากตัวเขาเอง อาจจะส่งผลมาจากครอบครัวของเขาคือ คุณพ่อคุณแม่ทำงานมีเวลาให้กับลูกทำให้ลูกขาดความอบอุ่น ทำให้ลูกจึงต้องไปหาความอบอุ่นจากข้างนอกจากคนอื่น หาความรักจากคนอื่น บางรายก็ไม่ได้เกิดจากครอบครัวแต่เกิดจากการถูกข่มขืนเพราะว่าจากข้อมูลจากโรงพยาบาลพบว่าวัยรุ่นที่ท้องส่วนใหญ่เกิดจากการถูกข่มขืนและที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือเขาติดเชื้อด้วย จากข้อมูลตรงนี้ได้เห็นถึงปัญหาสังคมได้ว่า บางครั้งวัยรุ่นไม่ใช่เด็กใจแตก แต่ที่เป็นแบบนี้อาจจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ปัญหาต่างๆ ที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้
และจากการที่ได้ไปศึกษา คุณแม่วัยรุ่น คุณพ่อวัยรุ่น ทำให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมถึงตั้งท้องก่อนวัยอันควร ซึ่งไม่ได้มีแค่ปัจจัยเดียวมันมีหลายสาเหตุหลายปัจจัย ทั้งเรื่องครอบครัวสิ่งแวดล้อม การแก้ไขตั้งแต่แรกน่าจะเริ่มจากครอบครัว ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่สำคัญเด็กจะดีได้ต้องเริ่มจากครอบครัว บางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่เข้าใจเด็ก ไม่ดูแล บางครั้งความต้องการของเด็กผู้ใหญ่อาจจะไม่เข้าใจ อย่าตามใจลูกมากเกินไป ไม่ควรปิดกั้นมากเกินไป พอเกิดปัญหาเด็กก็จะหาทางออกในทางที่ผิด ออกไปหาเพื่อนที่ไม่ดี เสพยาเสพติด “การที่เราจะสอนเด็กเราควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน ไม่ควรเอาเด็กไปเปรียบเทียบเพราะจะสร้างความเก็บกดให้เด็ก”
อยากให้สังคมเปิดโอกาสยอมรับความคิดเห็นแล้วก็อยากจะให้เปิดโอกาสโดยให้แบบสุดๆ เลยเพราะบางครั้งสังคมเปิดโอกาสให้แต่ก็มีข้อบังคับอยู่ซึ่งบางครั้งเยาวชนอาจจะไม่พอใจอย่างที่สังคมเปิดโอกาสให้ อย่างเช่น สังคมเปิดโอกาสให้แต่ก็ต้องมีขอบเขตความคิดของเยาวชนเพราะว่าบางอย่างที่เยาวชนหรือเยาวชนหรือเยาวชนมองอาจจะเป็นที่ผู้ใหญ่หรือสังคมมองข้ามก็คือถ้าจะเปิดโอกาสให้ก็ต้องปล่อยให้เยาวชนคิดเองไม่ต้องจำกัดที่ว่าเขาต้องมีขอบเขตแค่นี้หรือว่าจะต้องทำอย่างไหน อย่างนี้ควรจะเปิดโอกาสให้เต็มที่ ถ้าบางครั้งเขาโอกาสให้ก็อยากจะให้เป็นโครงการระยะยาวและมีความต่อเนื่อง

Saturday, October 10, 2009

ปอยหลวง : งานบุญหรืองานเมาครั้งยิ่งใหญ่ ตอน 4

|0 ความคิดเห็น
สำหรับกระบวนการขยายผลตามโครงการลดเหล้าในประเพณีปอยหลวง ฯ มีขั้นตอนการดำเนินงานในช่วงเวลาประมาณ 1 ปี นั้น ได้แก่

1. เวทีประชุมคณะกรรมการและที่ปรึกษาระดับอำเภอ เพื่อวางแผนการดำเนินงาน
2. เวทีถอดบทเรียนองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดงานปอยหลวงปลอดเหล้าชุมชนต้นแบบ
3. ประชาสัมพันธ์โครงการและรับสมัครชุมชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ โดยอาศัยสื่อวิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อบุคคลหรือการประสานงานโดยทีมผู้ประสานงาน
4. เวทีปรับทัศนคติแกนนำชุมชน เพื่อให้เห็นความสำคัญของการลดเหล้าในงานปอยหลวง
5. จัดเวทีประชาคมหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสอบถามความคิดเห็นและขอประชามติเกี่ยวกับการลดเหล้าในงานปอย
6. จัดเวทีค้นหารูปแบบการจัดงานปอยหลวงที่เหมาะสมของแต่ละชุมชน
7. จัดงานปอยหลวงปลอดเหล้าตามกำหนดการของแต่ละพื้นที่
8. จัดเวทีถอดองค์ความรู้งานปอยหลวงของแต่ละพื้นที่ ที่จัดงานปอยหลวงในช่วง ปี 2551 ที่ผ่านมา โดยเลือกตัวอย่างวัดที่จัดงานปอยในปี 2551 มาเพียง 10 วัดจาก 11 ตำบล
9. เวทีคืนข้อมูลให้ชุมชน ทั้ง 11 ตำบล ในเขตอำเภอสันป่าตอง โดยข้อมูลหลักเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่สูงมากของการซื้อเหล้าและเบียร์ในประเพณีงานปอยหลวงที่ผ่านมา
10 เวทีแถลงข่าวประกาศนโยบายเป็นอำเภอนำร่องของการลดเหล้าในงานประเพณีปอยหลวง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มอบหมายให้สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่มาเป็นประธาน
11. เวทีสรุปและประเมินโครงการ

นอกจากกิจกรรมหลักซึ่งจัดทำไว้เป็นขั้นตอนดังกล่าวแล้ว เรายังมีกิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การประชุมปรึกษาและวางแผนการดำเนินงานในแต่ละเดือน ระหว่างคณะผู้ดำเนินงานโครงการ เพื่อหารือ และแบ่งงานกันไปทำตามความสะดวกของแต่ละคน รวมทั้งทบทวนการทำงานในช่วงที่ผ่านมา และขอความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางแผนการดำเนินงานในช่วงต่อไป

ผลของการดำเนินงานตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนชาวอำเภอสันป่าตองได้ตระหนักถึงความสำคัญในการลดเหล้าในงานประเพณีปอยหลวงมากขึ้น และในปี พ.ศ. 2552 ได้มีชุมชนวัดที่สนใจเข้าร่วมรณรงค์ลดเหล้าในงานประเพณีปอยหลวง จำนวนทั้งสิ้น 7 วัด ได้แก่ 1. ชุมชนวัดส้มปล่อย ตำบลมะขุนหวาน 2. ชุมชนวัดป่าชี่ ตำบลทุ่งสะโตก 3. ชุมชนวัดศรีก่อเก๊า ตำบลทุ่งต้อม 4. ชุมชนสำนักสงฆ์ใหม่มงคลสะหรี๋สร้อย ตำบลทุ่งต้อม 5. ชุมชนวัดต้นตัน ตำบลแม่ก๊า 6. ชุมชนวัดกลางทุ่ง ตำบลทุ่งต้อม 7. ชุมชนวัดสันป่าตอง ตำบลยุหว่า

กล่าวโดยสรุปโครงการลดเหล้าฯ ถึงแม้จะสิ้นสุดไปแล้วแต่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะแกนนำจากชุมชนที่ร่วมโครงการฯ ต่างเห็นพ้องว่าสามารถลดการดื่มเหล้าเบียร์ในงานได้ระดับหนึ่ง แต่คณะทำงานยังหวังว่าจะมีการขยายผลสู่ชุมชนในเขตพื้นที่อื่น ๆ อีกต่อไป จากการที่อำเภอสันป่าตองได้ประกาศเป็นอำเภอนำร่องฯ ในโครงการลดเหล้าในงานประเพณีปอยหลวงแล้วความคาดหมายของอำเภอสันป่าตองที่อยากจะเห็น นายอำเภอสันป่าตอง นายสมหวัง รุ่งตระกูลชัย กล่าวว่า “อำเภอสันป่าตองไม่ใช่จะเป็นอำเภอนำร่องแต่จะเป็นตัวอย่างที่ดีโดยเฉพาะผู้นำท้องถิ่น” สำหรับโครงการขยายผลของโครงการฯ ในอำเภอสันป่าตองประมาณครึ่งได้ดำเนินการอย่างจริงจังทุกตำบล ซึ่งในส่วนของอำเภอสันป่าตอง ท้องถิ่น ท้องที่เข้มแข็ง และอีกไม่นานจะทำให้เป็นรูปธรรมทุกวัดจะไม่มีเหล้า ยาดอง เข้ามาเกี่ยวข้อง งานปอยหลวงจะเป็นงานบุญครั้งยิ่งใหญ่หรืองานเมาครั้งยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องที่ชุมชนแต่ละแห่งจะเลือกตัดสินใจเอาเอง

ป้า...นักสังคมสงเคราะห์ สสว.๑๐

ปอยหลวง : งานบุญหรืองานเมาครั้งยิ่งใหญ่ ตอน 3

|0 ความคิดเห็น
โดยผลจากการจัดงานปอยหลวงปลอดเหล้าของวัดหัวรินแล้ว พบว่า - เป็นการลดค่าใช้จ่ายเหลือครอบครัวละ 4-5 ร้อยบาท ชาวบ้านไม่ต้องเป็นหนี้ในการร่วมงานปอยหลวงครั้งนี้เงินไม่ต้องไหลไปกับสิ่งเสพติด - เกิดความสามัคคีในชุมชน เพราะการมาจัดเลี้ยงดูแขกที่วัดทำให้กลุ่มแม่บ้านมารวมตัวกันทำงานที่วัดช่วยเหลือซึ่งกันและกัน - งานนี้ทำแล้วทุกคนเห็นด้วยและเป็นประโยชน์ดี เลยเป็นต้นแบบ และสามารถขยายผลได้ โดยในส่วนของวัดได้เสนอต่อที่ประชุมคณะสงฆ์เครือข่ายสาสนา ด้านเอดส์ ยาเสพติด - สุขภาพของชาวบ้านดีขึ้นและไม่เกิดอุบัติเหตุในงาน ไม่มีการทะเลาะวิวาทชุมชนมีความสุขที่ได้ร่วมงานนี้ - ความเข้มแข็งของชุมชนที่สามารถกดดันให้รถขายเหล้าจากนอพื้นที่ไม่กล้าขายต้องออกไปจากหมู่บ้าน
“ทุกวันนี้มีการพูดถึงหัวรินว่าเป็นชุมชนที่กล้าปฏิเสธเหล้า และกล้าที่จะทำบุญจริง ๆ ที่ไม่ต้องมีน้ำเมา”
หลังจากงานปอยหลวงปลอดเหล้าวัดหัวรินแล้วสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ(สสส.) และเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือ (สคล.) ได้สนับสนุน โครงการลดเหล้าในประเพณีปอยหลวงเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหาสุขภาวะ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีท่านพระครูวิวิธประชานุกูล เป็นประธานโครงการและคุณมงคล ชัยวุฒิ เป็นผู้ประสานโครงการ ทำการสำรวจความคิดเห็นและจัดเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายในงานปอยหลวงอำเภอสันป่าตองในปี 2551 โดยเจ้าหน้าที่อนามัย อสม และตัวแทนชาวบ้านจาก 1,347 ครัวเรือนใน 10 หมู่บ้าน 7 ตำบล พบว่าดี ตัวเลขที่ทางสถิติที่น่าตกใจและเห็นได้ชัดถึงสภาพความรุนแรงของปัญหาการดื่มเหล้าเบียร์ในงานประเพณีปอยหลวงถึง 32% เงินทำบุญ 15% เงินค่ากินกับของใช้ 53% ซึ่งตัวเงิน เกือบ 5 ล้าน ส่วนเงินทำบุญ 2 ล้านกว่า จึงเกิดคำถามขึ้นว่าจริง ๆ แล้ว “ปอยหลวงคืองานบุญครั้งยิ่งใหญ่หรืองานเมาครั้งยิ่งใหญ่กันแน่ “
โครงการลดเหล้าในประเพณีปอยหลวงฯ ที่ท่านพระครูวิรัชประชานุกูล เป็นหัวหน้าโครงการและมีทีมงานที่มีประสบการณ์ในการจัดงานปอยหลวงที่วัดหัวริน เป็นคณะดำเนินงานโดนเฉพาะพระอาจารย์วันชัยจนฺทวณฺโณ เจ้าอาวาสอารามพระบาทล้องอ้อ อาจารย์สุรสิทธิ์ วสิทธิชัย คุณอรพรรณ โนวนานฤดม
ก่อนที่โครงการจะได้รับอนุมัติ คณะทำงานได้ไปปรึกษากับเจ้าคณะอำเภอสันป่าตอง นายอำเภอสันป่าตอง เรื่องรนรงค์ลดเหล้าในงานปอยหลวงและเข้าร่วมประชุม กำนันผู้ใหญ่บ้านของอำเภอสันป่าตอง นายอำเภอสันป่าตองรับทราบและประกาศใช้เป็นนโยบายของอำเภอสันป่าตอง เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2551 และได้ไปร่วมเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการลดเหล้างานปอยในการประชุมของชมรมผู้สูงอายุ ของคณะสงฆ์
ป้า...นักสังคมสงเคราะห์ สสว.๑๐

ปอยหลวง : งานบุญหรืองานเมาครั้งยิ่งใหญ่ ตอน 2

|0 ความคิดเห็น
จากการที่ประเพณีที่ดีงามหลายอย่างของชาวล้านนา ถูกทำให้กลายเป็นเพียงงานเลี้ยงฉลองและดื่มของมึนเมาตลอดทั้งงาน เสื่อมถอยทั้งคุณค่าแห่งการทำบุญ คุณค่าของการช่วยงานกันระหว่างเครือญาติ สิ้นเปลื้องเงินทองจนก่อให้เกิดภาระหนี้สินตามมา
พระครูวิวิธประชานุกูล เจ้าอาวาสวัดหัวริน ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ปรารภว่าจะจัดงานปอยหลวงฉลองศาลาอเนกประสงค์ของวัด โดยอยากเป็นงานปอยหลวงปลอดเหล้า เพราะเนื่องจากการจัดงานปอยหลวงฉลองวิหารครั้งก่อน ชุมชนต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า 5 ล้านบาท ชาวบ้านก็ต้องเป็นหนี้เป็นสินไปกับเรื่องเครื่องดื่มของมึนเมา ทำให้ขาดสติ เกิดการทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุในหมู่บ้าน
คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อนามัย ครู ได้มีการปรึกษาหารือ ในการหารูปแบบการจัดงานปอยหลวงปลอดเหล้าของวัดหัวริน โดยมีทีมวิทยากรพี่เลี้ยงจากเครือข่ายองค์งดเหล้าภาคเหนือ (สคล.) โดยคุณธงชัย ยงยืน ช่วยในการดำเนินงานค้นหารูปแบบความต้องการของชุมชน
ผู้ใหญ่บ้าน (นายเกรียงศักดิ์ อาจหาญ) กำลังสำคัญสนับสนุนในบทบาทผู้นำชุมชน จัดการประชาคมหมู่บ้าน เพื่อเติมเต็มข้อมูลที่ได้จากการค้นหาของเด็ก ๆ ในโครงการมาตลอด 5 สัปดาห์ และสอบถามความต้องการของชาวบ้าน เพื่อหารูปแบบการจัดงานปอยหลวงฉลองศาลาอเนกประสงค์ของวัดหัวริน โดยมีการนำเสนอข้อมูลค่าใช้จ่ายในการจัดงานปอยหลวงครั้งก่อนหมดไปเป็นหลักล้าน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการกินมากกว่าการทำบุญ โดยเฉพาะค่าเหล้า สรุปข้อตกลงของหมู่ว่าจะไม่มีงานปอยหลวงแบบเดิม จะทำบุญที่วัด ตั้งต้นครัวทานที่หัวหมวดบ้าน การเลี้ยงดูแขกเหรื่อ ก็ใช้สถานที่วัดจุดเดียว ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงได้มาก
ส่วนความเห็นของผู้นำไม่เป็นทางการอย่างผู้นำผู้สูงอายุ และอาจารย์วัดได้กล่าวถึงความเห็น ความรู้สึกเกี่ยวกับงานปอยหลวงรูปแบบใหม่ของวัดหัวรินว่า
สัมภาษณ์ อาจารย์สุรสิทธ์ สิทธิชัย รองประธานชมรมผู้สูงอายุอำเภอสันป่าตอง “รู้สึกดีใจที่ร่วมงานนี้ เพราะเห็นว่าค่าใช้จ่ายครั้งก่อนสูงมาก 4-5 ล้านบาท แต่งานปอยหลวงปลอดเหล้ามาเลี้ยงที่วัด และมีมหรสพเหมือนกันแต่ค่าใช้จ่ายลดลงเหลือ 5 แสน และด้วยบทบาทผู้นำผู้สูงอายุได้มีการขยายผลไปชุมชนอื่น ๆ ต่างก็เห็นดีด้วย”
สัมภาษณ์ นายรัตน์ สันหะวงศ์ อาจารย์วัด “งานปอยหลวงปลอดเหล้าเป็นงานที่ทำให้ชาวบ้านประหยัดไปเยอะมาก คือ รายจ่ายเรื่องเหล้าไม่มี ตลอดจนการพัฒนาต่อเติมบ้านจะใช้จ่ายเงินกันเยอะรวมแล้วเป็นแสน ๆ แต่มีโครงการเข้ามาก็ไม่ต้องเตรียมกันเยอะ ทำให้จัดงานรวมกัน ทำให้ประหยัด ชาวบ้านก็พูดกันว่าดีไม่เป็นหนี้ แต่ก่อน (เมื่อก่อน) รายจ่ายเยอะบางคนติดหนี้เป็นปี ๆ เพราะมันจำเป็นต้องมีปอยหลวง จะรวยจะจนแค่ไหนต้องมี ไม่มีก็ต้องยืมมา แต่พองานปอยหลวงนี้ เรามีเงินไปร่วมทำบุญและไปรวมกันที่วัด ชาวบ้านก็ไม่ไปที่บ้านกัน และวัดอื่นมาเห็นก็ว่าดี ๆ บางวัดก็นำไปเป็นแบบอย่าง”
คุณอรพรรณ โนจนานฤดม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในบทบาทเจ้าหน้าที่ของรัฐ “...ให้การสนับสนุนโครงการนี้เป็นอย่างยิ่ง ในบทบาทผู้ประสานทุกภาคส่วนให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะเป็นบทบาทโดยตรงในเรื่องสุขภาวะของประชาชนในหมู่บ้าน เนื่องจากกลุ่มที่ติดเหล้าแล้วเสียสุขภาพจิตเกิดปัญหาต่าง ๆ ในครอบครัว พ่อแม่ แทนที่จะได้ลูกมาคอยดูแล กลับต้องเป็นคนคอยดูแลลูก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยกันแก้ปัญหาครอบครัว โดยทางสถานีอนามัยเป็นกรรมการโครงการประสานผู้นำชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน มาประชุมชี้แจง และขอความร่วมมือให้การช่วยเหลือดำเนินโครงการจนสำเร็จ ซึ่งเป็นโครงการที่ทำยากมากจากโครงการวัดหัวริน ได้ขยายผลไปตำบลอื่น ๆ ในอำเภอสันป่าตอง โดยจะมีป้ายประกาศปอยหลวงลดเหล้า เพื่อให้ลดเหล้าลงและสร้างกระแสรณรงค์ให้ประชาชนได้เกรงใจ และในรัศมี 100 เมตรจะไม่มีใครกล้าเข้ามาขายเหล้า ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นขยายผล”
ป้า...นักสังคมสงเคราะห์ สสว.๑๐

ปอยหลวง : งานบุญหรืองานเมาครั้งยิ่งใหญ่ ตอน 1

|0 ความคิดเห็น
งานปอยเป็นงานบุญครั้งยิ่งใหญ่ (งานบุญประเพณีของชาวล้านนา) ซึ่งคนในชุมชนจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่จะถวายเสนาสนะที่สร้างเสร็จใหม่ภายในวัด ไม่ว่าจะเป็นวิหาร อุโบสถ กำแพงวัด โรงฉัน และศาสนา เป็นต้น ให้เป็นสมบัติของสงฆ์ เพื่อใช้ในงานสาธารณประโยชน์ต่อไป ช่วงประเพณีปอยหลวง มักจะจัดขึ้นตั้งแต่เดือน 5-8 เหนือ(เดือนกุมภาพันธ์ - เดือนพฤษภาคม) เพราะเว้นว่างจากการทำไร่ทำนา งานนี้จะจัดขึ้นประมาณ 3- 7 วันแล้วแต่ฐานะของแต่ละชุมชน
งานปอยหลวงเป็นงานใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนเป็นจำนวนมาก มีกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งทางศาสนา และด้านมหรสพเพื่อความ... ทั้งยังต้องจัดการอำนวยความสะดวก ด้านการบริการแก่แขกต่างหมู่บ้าน ซึ่งจะมีทั้งสมณะและฆราวาส ทุกเพศ ทุกวัย ทางวัด และศรัทธาเจ้าภาพต้องดูแลให้ทั่วถึง
ดังนั้น เจตนารมณ์ของงานประเพณีปอยหลวงที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตนั้น คือ ความต้องการร่วมกันของคนในชุมชน ในการจัดงานบุญครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น เพื่อให้เกิดบุญกุศล และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของแต่ละคนตลอดไปจนถึงสันติสุขในครอบครัว และความสงบร่มเย็นของชุมชน
อย่างไรก็ตามปัจจุบันงานปอยหลวงในชุมชนเริ่มแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นงานที่มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ในการเลี้ยงดูแขก และเครือญาติ คุณค่าที่แท้จริงในทางศาสนาและพิธีกรรมลดลง ทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้านต้องจัดเตรียมสถานที่ ข้าวปลาอาหารอย่างดี และที่ขาดไม่ได้ในแต่ละบ้าน คือ เครื่องดื่มของมึนเมา ซึ่งก่อนจัดงานปอย พ่อค้าส่งจะนำเครื่องดื่มทั้งสุรา เบียร์ น้ำอัดลม รวมถึงน้ำแข็งมาลงไว้ให้ก่อนโดยยังไม่ต้องจ่ายเงิน
พอถึงวันงานก็จะมีแขกและเครือญาติมาร่วมทำบุญ ซึ่งจำนวนคนที่มาแต่ละหลังคาเรือนอยู่ที่ว่า เจ้าของบ้านมีเพื่อนฝูงและเคยไปร่วมทำบุญงานปอยใครไว้บ้าง คือ เราไปช่วยทำบุญเขา เขาก็มาช่วยทำบุญคืน เจ้าภาพก็มีหน้าที่ทำอาหาร และเครื่องดื่มมาเลี้ยงดู ระยะ 3-5 วัน ที่วัด งานปอยหลวง ระยะหลังเป็นกับแกล้ม ที่สุดสิ่งที่พบเห็นทั่วไปคือคนเมา ดื่มบ้านนี้ ยกไปต่อบ้านโน้น และผลที่ตามมาคือคนเมา บางรายก่อเหตุทะเลาะวิวาท ซึ่งเป็นทั้งวัยทำงานและวัยรุ่น นอกจากนั้นยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากการจรจรคับคั่ง และเมาแล้วขับ
จนกระทั้งวันแห่ต้นครัวทานเข้าวัด จะเป็นวันที่มีคนมาร่วมงานมากที่สุด จากเดิมเป็นขบวนแห่ที่เรียบร้อยสวยงามมีเครื่องแห่ฆ้อง แห่กลอง คนเฒ่าคนแก่จะมีเครื่องไทยทานนำหน้า เด็กตามหลัง ก็กลายเป็นคนเมานำหน้า แบกต้นครัวทานเต้นอย่างเมามันตามจังหวะเพลง ชาวบ้านจะนิยมจ้างเหมาเครื่องเสียงมานำหน้าขบวนแต่ละหัวหมวดบ้าน กลายเป็นขบวนแห่คนเมาและบ้าคลั่งภายใต้การกระหนำของเสียงดนตรี มือซ้ายถือขวดเหล้ามือขวากระดกแก้วเหล้าเข้าปากเพื่อน คนเฒ่าคนแก่ที่เดินตามหลังต้องคอยเก็บยอดเงินที่ตกจากต้นครัวทานกว่าจะถึงวัด ต้นครัวทานที่เคยสวยงามและเป็นของสูงกลับเหลือแต่โครงสร้างดอกไม้หล่นร่วงหาย กระดาษเงิน กระดาษทองขาดวิ่นไปถวายพระที่วัด ต้นครัวทานจะถูกยกไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ตั้งแต่พ่อบ้าน แม่บ้าน และวัยรุ่นที่เป็นกำลังหลักของชุมชน ดื่มเหล้าเมา เต้นอยู่วงดนตรีหน้าวัด มีหางเครื่องนุ่งน้อยห่มน้อย หรือที่เรียกกันว่า “ดนตรีขาขาว” เหลือเพียงคนเฒ่า คนแก่ ที่เข้าวัดไปทำบุญถวายทาน

ป้า...นักสังคมสงเคราะห์ สสว.๑๐

Saturday, August 22, 2009

สภาเด็กและเยาวชน 52

|0 ความคิดเห็น
รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผอ.ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้วิจัยโครงสร้างสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมคัดเลือกสมาชิกสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ซึ่งมีตัวแทนเยาวชนระดับจังหวัดทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน 114 คน จาก 72 จังหวัดเข้าร่วม ได้รับฟังแนวคิดต่างๆที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งพบว่าเยาวชนแต่ละพื้นที่มีการขับเคลื่อนกิจกรรมที่สร้างสรรค์มากมาย ทั้งการจัดทำพื้นที่สร้างสรรค์ การจัดกิจกรรมรณรงค์ประเด็นต่างๆ การสร้างความเสมอภาคในเชิงชาติพันธุ์
รศ.ดร.สมพงษ์กล่าวด้วยว่า แต่ปัญหาที่ตัวแทนเยาวชนสะท้อนคือเรื่อง ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ความสำคัญกับกิจกรรมเด็กค่อนข้างน้อย ทั้งที่นายกรัฐมนตรีเคยประกาศนโยบายเรื่องการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ แต่ในทางปฏิบัติทั้งการสนับสนุนกิจกรรม โครงการ งบประมาณของผู้ใหญ่ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จังหวัด ไม่ได้ปฏิบัติให้สัมพันธ์กับการเป็นวาระแห่งชาติ หรือมีเพียงส่งเสริมเฉพาะจุด และยังพบว่าเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) บางจังหวัดยังระบุให้เยาวชนต้องจัดทำกิจกรรมตามที่ พมจ.กำหนดเท่านั้น ถือเป็นการปิดกั้นความคิดเยาวชน นอกจากนี้ ในระดับกระทรวงก็ขาดการประสานงานกัน ซึ่งน่าห่วงว่าจะทำให้เยาวชนเกิดความท้อและส่งผลให้สภาเด็กและเยาวชนเกิดความอ่อนแอ. (http://www.thaigoodview.com/node/27501)

สภาวการณ์เด็กและเยาวชนภาคเหนือตอนบน

|0 ความคิดเห็น
โครงการ Child Watch ภาคเหนือตอนบน นำเสนอผลการวิจัยสภาวการณ์เด็กและเยาวชนปี 50-51 พบมีปัจจัยเสี่ยงสูงหลายด้าน เด็กสูบบุหรี่ ไม่ชอบเรียน และเด็กถูกส่งเข้าสถานพินิจเพิ่มขึ้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำลอง คำบุญชู หัวหน้าโครงการ Child Watch ภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า สภาวการณ์เด็กและเยาวชน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ปี 50-51 ที่ทำการวิจัย เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆที่ได้รับมาเฝ้าระวังปัญหาสังคม ตลอดจนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่สำหรับเด็ก โดยผลวิจัยปี 50-51 ด้านดี พบว่าเด็กเครียดลดลง อัตราฆ่าตัวตาย ดูหนังโป๊ะ เด็กเล่นพนัน เด็กถูกข่มขู่ทรัพย์ หรือถูกทำร้ายในสถานศึกษาเหล่านี้ลดลง นอกจากนี้เด็กเรียนต่อ ม.4, เด็กเล่นกีฬาออกกำลังกาย เพิ่มขึ้น สำหรับด้านเสีย พบว่า เด็กเป็นแม่วัยรุ่นอายุ 10-19 ปีเพิ่มขึ้น เด็กถูกละเมิดทางเพศ เข้าสถานพินิจ สูบบุหรี่ ตลอดจนเล่นอินเทอร์เน็ตเป็นประจำเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้มีผลต่อการเรียนลดลง นักเรียนไม่ชอบไปโรงเรียนเพิ่มขึ้น คาดคะเนว่าอาจจะมาจากสภาพแวดล้อมในโรงเรียน หรือครู หรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยในโรงเรียน ซึ่งสาเหตุต่าง ๆของปัญหาด้านเสียเหล่านี้ จะมีการสรุปผลการวิจัยออกมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการวิจัยจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน นำไปสู่การพัฒนาแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนของชาติ ของพื้นที่จังหวัดทุกจังหวัด ทั้งมิติความปลอดภัย สุขภาพ ครอบครัว การเรียนรู้ พื้นที่สร้างสรรค์ การคุ้มครองสิทธิเด็กและมิติการมีส่วนร่วมของเด็ก (ที่มา: สวท.ลำปาง)

Friday, August 21, 2009

สถานการณ์เด็กติดเกมส์ พัทยา

|0 ความคิดเห็น
เมืองพัทยา มีปัญหา ชาวต่างชาติล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กชายร้านเกมที่เปิดให้เด็กเล่นเกมโดยมีการติดหนี้ทางร้าน ก็ให้ไปขายบริการทางเพศกับชาวต่างชาติเพื่อนำเงินมาจ่าย
รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2552 ซึ่งเป็นการ ติดตามการทำงานของคณะอนุกรรมการในชุดต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาในกลุ่มเด็กและเยาวชน ให้เป็นไปตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ที่ประชุมได้รายงานผลการติดตามเด็กตามโครงการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กในชุมชนปีที่ผ่านมา ใน 24 จังหวัด พบเด็กประสบปัญหาหลายด้าน เช่น ถูกทารุณกรรม มีพฤติกรรมเสพสุรา บุหรี่ ยาเสพติด มั่วสุมทางเพศ แข่งขันมอเตอร์ไซต์ซิ่ง ชุดคณะอนุกรรมการติดตามการให้สถานะบุคคลแก่เด็ก พบครอบครัวที่อาศัยอยู่ในชุมชนข้างรถไฟ ประมาณ 80 -90 ครอบครัว หรือประมาณ 300 - 400 คน ต้องอยู่อย่างไร้สถานะ เมื่อเด็กเกิดมาพ่อแม่ไม่ยอมไปแจ้งเกิดให้ เพราะ ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ทำให้เด็กไม่ได้เรียน
“บางรายผู้ปกครองจะใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการหาเงินเลี้ยงครอบครัว ด้วยการให้ไปเป็นขอทาน และ ขายพวงมาลัย และพบวัยรุ่นสาว ประกอบอาชีพค้าบริการด้วย ขณะที่คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ซึ่งประชุมร่วมกับ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดชลบุรี พบ เด็กในเมืองพัทยา มีปัญหาหลายประการเช่น ชาวต่างชาติล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กชาย ปัญหาร้านเกมที่เปิดให้เด็กเล่นเกมโดยติดหนี้ทางร้าน และกับการขายบริการทางเพศกับชาวต่างชาติเพื่อนำเงินมาจ่าย รวมทั้ง ปัญหาด้านขบวนการค้ามนุษย์ ผมได้ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่พัทยาเพื่อตรวจสอบใบอนุญาตร้านเกมเหล่านี้ หากพบกระทำผิดไม่มีใบอนุญาตก็ขอให้สั่งปิดกิจการทันที เนื่องจากเป็นห่วงช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมจะมีเด็กและเยาวชนเข้าไปใช้เล่นร้านเกมจำนวนมากเสี่ยงเกิดปัญหาต่างๆที่จะตามมา”
เพื่อแก้ปัญหาเด็กเยาวชน ที่ประชุมมีมติเดินหน้าโครงการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กในชุมชน ปี 2552 โดยจะขยายเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลเพิ่มอีก 20 จังหวัด ทั้ง 4 ภูมิภาค จากเดิม มีเพียง 24 จังหวัด ส่วนกรณีเด็กไร้สถานะ จะต้องแก้ไขที่ตัวของพ่อแม่เด็กด้วย เช่น จัดหาที่อยู่ให้ หาอาชีพให้ทำ หากช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อาจใช้วิธีส่งให้สถานสงเคราะห์รับไปดูแล นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประสานติดตามการดำเนินงานคุ้มครองเด็กเมืองพัทยา คณะอนุกรรมการปฏิบัติการพิเศษ
เพื่อการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และ คณะอนุกรรมการสหวิชาชีพเมืองพัทยา พร้อมทั้งเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติว่าด้วยวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ถูกทารุณกรรม หรือ ถูกเลี้ยงดูโดยมิชอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีกรอบการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันเมื่อพบเด็กที่ประสบปัญหาในด้านต่างๆ (ที่มา: http://www.talkystory.com/, 2552)

Wednesday, August 19, 2009

วิกฤตเด็กไทยผลวิจัยพบปัญหา 5 มิติ

|0 ความคิดเห็น
ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวกับรายการร่วมด้วยช่วยกัน FM 99.5 MHz. ถึงปัญหาเด็กและเยาวชนไทยในมิติวัฒนธรรม ซึ่งในขณะนี้ เด็กและเยาวชนไทยเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า ปัญหาของเด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบัน มี 5 มิติ ได้แก่
1. ปัญหาขาดศีลธรรมและรักษาวัฒนธรรมไทย ซึ่งผลการวิจัยระบุว่า เด็กไทยจะมีค่านิยมใหม่ คิดว่าถ้าเก่งแล้วโกง ฉลาดแกมโกง เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาคนไทยยอมรับได้ สภาพสังคมและวัฒนธรรมไทยเป็นเรื่องที่เชย การพูดไทยคำอังกฤษคำเป็นเรื่องที่เด็กไทยนิยม
2. เรื่องการบริโภค เด็กไทยมีค่านิยมการบริโภค เลียนแบบสื่อ โดยเฉพาะละคร โฆษณา ซึ่งมักนำเสนอเนื้อหา รูปภาพเพื่อสร้างความต้องการทำให้ผู้บริโภคคิดว่าตัวเองมีปัญหา และจำเป็นจะต้องหาสินค้ามาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีปัญหา จึงทำให้เด็กไทยเกิดพฤติกรรมความอยากได้อยากมีสินค้าใหม่ล่าสุด บางคนถึงกับต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือใช้ตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้เงินและนำมาซื้อของฟุ่มเฟือย
3. การพนัน ซึ่งเป็นภัยเงียบที่แฝงเข้ามาถึงตัวเด็กอย่างง่ายมาก โดยเฉพาะ ทางหนังสือพิมพ์กีฬาต่างๆ ที่มักจะนำเสนอข้อมูลของช่องทางการพนันกีฬาประเภทต่างๆ เอาไว้ให้เด็กและเยาวชน สามารถเลือกใช้เป็นแนวทางการเล่นพนันได้ ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมากที่สุดที่จะบ่อนทำลายอนาคตของเด็กไทยให้จมลง เพราะเป็นการชี้โพรงให้เด็กเกิดความอยากได้ อยากมี ไม่รู้จักพอ
4. ใช้ความรุนแรง ทั้งทางด้านร่างกาย วาจา และจิตใจ เป็นผลมาจาก การเล่นเกม ชมภาพยนตร์ ละคร ที่มีภาพ ภาษาที่มีความรุนแรง ส่งผลให้เด็กเกิดความอาฆาต พยาบาท แก้แค้น เกิดพฤติกรรมความรุนแรงทางเพศ มีการบังคับข่มขืน และเมื่อมีการเสพสื่อดังกล่าวบ่อยครั้งก็จะกลายเป็นเรื่องชินชา ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เสื่อมโทรมของสังคมไทย
5. ทัศนคติการแสดงออกทางเพศ ปัจจุบันเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ขายง่าย โดยเฉพาะเรื่องการมีเซ็กซ์ การนำเสนอค่านิยมทางเพศ ซึ่งเห็นได้ว่า เพลงไทยกว่า 90% เป็นเพลงเกี่ยวกับความรัก บางเพลงมีเป้าหมายการนำเสนอเนื้อหาที่ช่วยในการหาความรักแบบไร้เหตุผล ทำให้พบสถิติเด็กไทยเสียตัวมากขึ้น และเป็นการร่วมรักแบบข้ามคืน โดยที่ยังไม่รู้จักกันมากขึ้นด้วย