Showing posts with label บทความทางสังคม. Show all posts
Showing posts with label บทความทางสังคม. Show all posts

Wednesday, December 21, 2011

แนวโน้มสังคมไทยสังคมโลก 2012

|0 ความคิดเห็น

แนวโน้มสังคมไทยสังคมโลก 2012

                จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสังคมโลก พบว่า กฎ กติกา ใหม่ของโลกหลายด้านส่งผลให้ทุกประเทศในโลกต้องปรับตัว โดยเฉพาะกฎระเบียบด้านสังคม โดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษย์ชนที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดความเคารพ และรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน การปรับตัวการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกแบบหลายศูนย์กลาง รวมทั้งภูมิภาคเอเชียทวีความสำคัญมากขึ้น เช่น การร่วมกลุ่มในภูมิภาคเอเชียภายใต้กรอบการค้าเสรีของอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และประชาคมอาเซียน ในปี 2558 รวมทั้งกรอบความร่วมมืออื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ระรองรับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโลก จะมีรายจ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ทำให้งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาด้านอื่นๆ ลดลง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การเกิดสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อภาคสังคม เช่น ปัญหาความยากจน การอพยพย้ายถิ่น การแย่งชิงทรัพยากร ในขณะที่ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานโลกมีแนวโน้มจะเป็นปัญหาสำคัญ อันจะส่งผลให้การผลิตอาหารสู่ตลาดลดลงไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาคมโลก อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตด้านอาหารได้ รวมทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามในการพัฒนา และภัยการก่อการร้ายถือเป็นภัยคุมคามประชาคมโลก



            สถานการณ์สังคมไทยพบว่า การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศด้านเศรษฐกิจ มีความอ่อนแอลง จากการเกิดภัยพิบัติอุทกภัยที่ผ่านส่งผลทำให้การเติมโตทางเศรษฐกิจลดลง เกิดการเลิกจ้างงาน การว่างงาน รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงด้วยงบประมาณมหาศาล ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนในส่วนของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณภาพบริการของโครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม กฎหมาย ระเบียบทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการจัดระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและเหมาะสม กับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชาชนได้รับการคุ้มครองทางสังคมเพิ่มขึ้น แต่ยังมีกลุ่มผู้ด้อยโอกาสยังเข้าไม่ถึงบริการทางสังคม และจากสถานการณ์สังคมเกิดวิกฤตความเสื่อมถอยทางคุณธรรม จริยธรรม ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด และการพนันโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อมากขึ้น ร่วมทั้งปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่สงบสุขตามแนวชายแดนภาคใต้ และปัญหาแนวชายแดนเพื่อนบ้าน อันจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมไทยต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และความเชื่อมั่นของนานาประเทศ และความสงบสุขที่มีแนวโน้มจะลดลง

            ในขณะที่สถานการณ์การพัฒนาสังคม พบว่า จากสภาวะทางเศรษฐกิจที่บีบคั้น ทำให้สถาบันครอบครัวอ่อนแอ พ่อแม่อยู่กับลูกน้อยลง ครอบครัวขาดความตระหนักในบทบาท เกิดความแตกแยกนำไปสู่การหย่าร้างเพิ่มมากขึ้น เด็กและผู้หญิงตกเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำความรุนแรงจากคนใกล้ชิด ส่งผลให้เด็กและเยาวชนบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น เสพยาเสพติด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ทะเลาะวิวาท ติดเกมส์ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เสี่ยงต่อการเป็นผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ เกิดปัญหาเด็กเร่ร่อน ขาดโอกาสทางการศึกษามีมากขึ้นในสังคมไทย ในขณะที่ค่านิยมของคนในสังคมเน้นการบริโภคนิยคม วัตถุนิยม ทำให้เด็กเกิดภาวะโภชนาการเกิน เป็นเหตุแห่งโรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังอื่นๆ นำไปสู่ความพิการได้ง่าย ประกอบกับสังคมผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการดูแล ช่วยเหลือในขณะที่แรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาการค้ามนุษย์ทวีความรุนแรง รวมทั้งผู้พ้นโทษหันกลับไปทำผิดซ้ำมากขึ้น และผลจากการพัฒนาสู่ความทันสมัยที่ผ่านมา พบว่า เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานจากชนบทสู่เมือง ทำให้คนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง เปราะบางในการเข้าสู่ปัญหาความยากจนสูงขึ้น



            สรุปภาพโดยรวมแนวโน้มอนาคตสังคมไทย 2012 กล่าวได้ว่า โครงสร้างครอบครัวทั้งในเมืองและชนบท เกิดครอบครัวเดี่ยวและมีขนาดที่เล็กลง สัมพันธภาพของคนในครอบครัวน้อยลง เกิดภาวะความเครียด ซึมเศร้า ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ มีแม่เลี้ยงเดี่ยวมากขึ้นจากปัญหาการหย่าร้างที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่ครอบครัวจะมีผู้สูงอายุกับเด็กมากขึ้น และเป็นภาระของผู้สูงอายุที่ต้องเลี้ยงดูเด็กมากขึ้นเช่นกัน รวมทั้งจากสถานการณ์จากภัยพิบัติต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาการเงินในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย และการทำมาหากิน ภาวการณ์ถูกเลิกจ้าง ว่างงาน อีกมากมาย ทางออกทางแก้ในการให้การช่วยเหลือและพัฒนาสังคมไทย จะมีทิศทางแนวโน้มเช่นไร คงต้องฝากไว้ที่ฝีมือรัฐบาลไทยในยุคที่มีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย และคนไทยทุกคน ทุกภาคล่วนจะได้ร่วมมือหันหน้าปรึกษาหารทางออกทางแก้ไปด้วยกันต่อไป.

Sunday, October 17, 2010

สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย 2010

|0 ความคิดเห็น
สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่มีความรุนแรงของสถานการณ์การค้ามนุษย์มีหลากหลายรูปแบบทั้งด้านแรงงาน การค้าประเวณีและการแสวงหาประโยชน์จากการเอาคนมาขอทานจากรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2553 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (US.Departmest of state , 15 สิงหาคม 2553 อ้างถึงในรสสุคนธ์ ทาริยะ , 2553 : 41-43) ได้ระบุว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมาย เรียกว่า Trafficking Victims Protection Act’s (TVPA) โดยแบ่งประเทศในโลกนี้เป็น 3 ลำดับชั้น (Tier) ตามลักษณะของการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ คือ

ลำดับ 1 (Tier 1) หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีการตอบสนองอย่างเต็มที่ และเข้าถึงมาตรฐานขั้นต่ำของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองเหยื่อของการค้ามนุษย์ (TVPA) (Countries whose governments fully comply with the trafficking victims Protection Act’s (TVPA) minimum standards) เช่น ประเทศสหราชอาณาจักร ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ฯลฯ

ลำดับ 2 (Tier 2) หมายถึง ประเทศที่รัฐบาลยังไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายคุ้มครอง เหยื่อของการค้ามนุษย์ (TVPA) แต่มีความพยายามอย่างมีนัยยะสำคัญที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านั้น เช่นอัฟกานิสถาน ลาว โรมาเนีย แมกซิโก บราซิล เป็นต้น

ลำดับ 3 (Tier 3) หมายถึง กลุ่มประเทศที่รัฐบาลไม่ยอมรับที่จะปฏิบัติตามมาฐานขั้นต่ำ และไม่มีการแสดงให้ถึงความพยายามอย่างมีนัยยะสำคัญที่จะทำด้วย เช่น พม่า มาเลเซีย เกาหลีเหนือ เป็นต้น สถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์ ในประเทศไทย เคยถูกจัดลำดับให้อยู่ในลำดับที่ 2 ต่อมาถูกจัดในลำดับที่ 3 เป็นลำดับต่ำสุด ซึ่งหมายความว่าการทำงานด้านนี้ ไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนักไม่มีความสามารถในการดำเนินคดีกับผู้ค้ามนุษย์ได้ หรือไม่จริงที่จะแก้ปัญหา ด้วยเหตุดังนี้ คือ (US. Department of state , 15 สิงหาคม 2553)

1) ประเทศไทย มี 3 สถานะ คือ เป็นประเทศต้นทาง ปลายทาง และทางผ่าน สำคัญการค้ามนุษย์ที่มีทั้งผู้ชายผู้หญิง และเด็ก ประเทศต้นทาง คือ นำเด็ก และหญิง จากในประเทศไทยส่งออกไปยังประเทศอื่นทั้งในภูมิภาคเดียวกัน และนอกภูมิภาค ประเทศปลายทาง คือ รับเด็ก และหญิง จากประเทศอื่นเข้ามาค้าบริการทางเพศ ในประเทศไทย รวมทั้งใช้แรงงานโดยกดขี่ทารุณ บังคับขู่เข็ญ ให้เป็นขอทาน หรือกระทำการอื่นที่ไร้คุณธรรม ประเทศทางผ่าน คือ ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านโดยนำเข้ามา แล้วส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น (อาทิ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น บาห์เรน ไต้หวัน ทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือ) เพื่อการใช้ประโยชน์ทางเพศ

2)รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ดีรัฐบาลกำลังดำเนินความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลยังคงนำพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์มาบังคับใช้อย่างต่อเนื่องและยังจัดฝึกอบรมให้ความรู้ รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ เพิ่มจิตสำนึกเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตามแม้มีการดำเนินความพยายามที่สำคัญ ดังกล่าวแต่ความหมายโดยรวมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้แรงงานต่างด้าว และแรงงานไทยและการบังคับค้าประเวณียังไม่มีความคืบหน้าอย่างแน่นอน

3)ความพยายามของรัฐบาลในการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ค่อนข้างจำกัด ยังมีรายงานและการยืนยันว่ามีเหยื่อค้ามนุษย์จำนวนมากที่ถูกแสวงหาประโยชน์ในไทย และยังคงมีคนไทยที่ถูกแสวงหาประโยชน์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

4)หน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายของไทยยังไม่มีการทุจริต คอร์รัปชั่นอยู่ที่ทั่วไป แต่รัฐบาลกลับไม่ได้มีการรายงานการสอบสวนคดี เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ในขณะที่ปัญหา การค้ามนุษย์ในไทยมีขอบข่ายกว้างขวางและเป็นปัญหาที่รุนแรง การพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และบังคับใช้แรงงานแต่เพียงจำนวนเล็กน้อย และมีการคัดแยก เหยื่อค้ามนุษย์เพียงไม่กี่รายในประชากร กลุ่มเสี่ยง

สถานะของประเทศไทยเป็นทั้งประเทศต้นทางทางผ่าน และปลายทาง ประกอบกับประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ผู้ย้ายถิ่น เข้ามาแสวงหาโอกาส และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ย้ายถิ่นส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย ผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมายมีทั่งสิ้น ประมาณ 1.2-2.3 ล้านคน ส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อทำงานก่อสร้าง ประมง และธุรกิจค้าประเวณี นอกจากการย้ายถิ่นระหว่างประเทศแล้ว ประเทศไทยยังมีการย้ายถิ่นจากจังหวัดที่ขาดแคลนไปสู่จังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประมาณ 1 ล้านคน เป็นชนกลุ่มน้อย โดยกว่าครึ่งไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งกลุ่มนี้ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในปี พ.ศ.2547 กระทรวงมหาดไทยได้รับการลงทะเบียนจากผู้ย้ายถิ่นของกัมพูชา ลาว พม่า ทั้งสิ้น จำนวน 1.28 ล้านคน และโดยมากกว่า 930,000 คน เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้ย้ายถิ่นมากถึงร้อยละ 12 ของประชากร บริเวณชายแดนฝั่งประเทศไทยเสี่ยงต่อการตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , 8 สิงหาคม 2553)

Thursday, October 7, 2010

พลังดารา พลังสร้างสรรค์

|0 ความคิดเห็น

ตอนที่ผมได้ยินคำว่า "พลังดารา" ใหม่ๆ เป็นช่วงที่องค์กรต่างๆ ของรัฐ นำดารามาช่วยรณรงค์ให้เกิดความเคลื่อนไหวในทางดี โดยว่ากันว่าดาราเพียงคนเดียวที่มีพลังโน้มน้าวมวลชนสูงๆ อาจทำเรื่องที่ต้องใช้คนทั้งกองทัพ หรือใช้งบประมาณของหน่วยงานใหญ่เป็นเวลาหลายปี ให้สำเร็จลุล่วงสมประสงค์ได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน ในความเป็นจริง มีการประเมินผลกันอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ที่ผมอาศัยความรู้สึกเอาล้วนๆ ก็คือพลังดาราอย่างเดียว ไม่พอจะก่อให้เกิดกระแสความเคลื่อนไหวที่รุนแรง หากเรื่องที่รณรงค์กันมันไม่โดนใจมวลชน หรือไม่ตรงกับคาแรกเตอร์ของดาราที่นำมาใช้
แต่หากทุกอย่างลงตัวขึ้นมา แม้บางคนที่ไม่ใช่ดารา ก็กลายเป็นดาวเด่นของสังคม และชี้นำให้เกิดสำนึกมวลชนพร้อมกันทั่วประเทศได้ในชั่วข้ามคืน ยกตัวอย่าง เช่น หมวดตี้ ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ ผู้ไม่เป็นที่รู้จักยามมีชีวิต แต่กลับเป็นที่จดจำไม่ลืมเมื่อเขาตาย เพราะคาแรกเตอร์ของหมวดตี้เหมือนพระเอกตัวจริง ทั้งสมาร์ท ทั้งรักความถูกต้อง ทั้งเสียสละ และคำพูดต่างๆ ของเขาในอดีต ที่แสดงถึงเจตจำนงเสียสละเพื่อรักษาความถูกต้อง ก็เป็นที่ได้ยินหลังสละชีพเพื่อชาติไปแล้ว เรียกว่า ผลงานเป็นที่รู้จักก่อนคำพูด ไม่ใช่ดีแต่พูดแล้วไม่มีผลงานตามที่พูด
ช่วงที่ข่าวหมวดตี้กำลังฮอตสุดขีดนั้น แรงบันดาลใจเกี่ยวกับความเสียสละพุ่งแรงมาก อย่างน้อยที่สุดเท่าที่ผมทราบ คือขวัญและกำลังใจของเหล่าทหารหาญซึ่งทำหน้าที่กัน ก็แข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะในแง่ที่สังคมพากันเทิดทูนน้ำใจ เห็นค่าความเสียสละของพวกเขากันมากมาย หมวดตี้จึงจัดเป็นประเภทที่มีพลังแบบเดียวกับดารา อาศัยชีวิตเขาคนเดียวสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านดีขึ้นมาได้ ทำภาพของความเสียสละให้ปรากฏแก่สำนึกของคนทั่วประเทศได้ จะเป็นช่วงสั้นหรือช่วงยาวก็ตาม
ข่าวฟิล์ม รัฐภูมิ ทำให้ผมรู้สึกเกี่ยวกับพลังดาราไปในหลายแง่ ผมไม่ได้มองแง่ดีหรือแง่ร้ายโดยเฉพาะ แต่มองว่าพลังดาราสามารถขับเคลื่อนสังคมได้จริง เพราะดูเหมือนวันนี้ไม่มีใครในประเทศไทยที่ไม่รู้เรื่องฟิล์ม แม้ขึ้นต้นมา อาจต้องเป็นไปด้วยความรู้สึกอยากด่า อยากทับถม หรืออยากกระทืบซ้ำก็ตาม
ถ้ามีหน่วยงานใดฉลาดใช้ประโยชน์จากกระแสที่ยังไม่ซา ผมคิดว่ากรณีของคุณฟิล์มอาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้นว่าหน่วยงานที่รณรงค์เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เราคงไม่ถึงกับต้องรณรงค์ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น มารักนวลสงวนตัวจนถึงวันแต่งกันเถิด แต่เรารณรงค์ในสิ่งที่เป็นไปได้ เช่น มาป้องกันภาวการณ์ตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์กันเถิด
ถ้ารณรงค์สำเร็จก็ได้ชื่อว่าคุณป้องกันปัญหา ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน ๙ เดือนข้างหน้าเป็นวงกว้างพอสมควรได้แล้ว! ช่วยกันชี้ให้เด็กรุ่นใหม่เห็น ว่าถึงโลกจะหมุนจี๋ไปถึงไหน ไม่แคร์เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนสักเพียงใด เมื่อเกิดเรื่องเกิดราว อย่างไรก็ต้องมีคนรับเคราะห์ มีคนเสียหน้า มีคนต้องอับอาย มีการด่าทอเอาผิดเอาถูก ซึ่งความจริงเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่าความรู้สึกแย่ที่เกิดขึ้นแน่ๆ นี่เป็นของคู่โลก ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
คนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาววันนี้ น่าจะกำลังตั้งอกตั้งใจฟังทีเดียวครับ ว่าผู้ใหญ่ที่มี "พลังเหมือนดารา" ท่านใด จะออกมาช่วยแนะแนวทาง ชี้ทิศเหมาะที่น่ารับฟัง เอาแบบที่มีเหตุผลเข้าใจง่าย และทำได้จริง ป้อนข้อมูลเป็นสาระอะไรมา พวกเขาและเธอพร้อมจะเงี่ยหูฟัง ไม่ดูเบากันหรอก อย่ามีแต่ผู้ใหญ่ที่ออกโรงมาเพียงเพื่อเกาะกระแส ด้วยการช่วยข้างใดข้างหนึ่ง เหยียบย่ำอีกข้างหนึ่งซ้ำกันอีกเลย คนเราลืมเสียงด่าที่ไร้แก่นสารได้ในเวลาไม่นาน แต่จะจดจำเสียงแนะที่ใช้ได้จริงตลอดไป และนั่น หมายความว่าชื่อของคุณจะถูกจารึกไว้ ตราบนานเท่านานในบ้านนี้เมืองนี้!
ที่มา: ดังตฤณ,ตุลาคม ๕๓ ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๓, ภาพ: จากอินเตอร์เนต

Tuesday, May 25, 2010

เด็กเยาวชนกับการพัฒนาสังคม

|0 ความคิดเห็น
จากเวทีเสวนาเรื่อง “ เด็กและเยาวชนกับการพัฒนาสังคม” โดยมี ผศ.จำลอง คำบุญชู หัวหน้าทีม Child watch ภาคเหนือ เป็นผู้ดำเนินรายการ ในประเด็นปัญหาเด็กและเยาวชนและความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมเสวนาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนกับการพัฒนาสังคม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553
โดยตัวแทนทีมยุววิจัยสังคม “คุณแม่วัยรุ่น” ในเขตพื้นที่ อบต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ได้กล่าวถึงที่มาของการเข้ามาศึกษาวิจัยเรื่อง “คุณแม่วัยรุ่น” เริ่มจากการได้รับทราบข้อมูลว่า โดยเฉลี่ยในหนึ่งเดือน โรงพยาบาลแม่จันจะมีเด็กอายุ 13-19 ปีมาทำคลอดประมาณเดือนละ 10 ราย และตามข้อมูล Child watch ทั่วประเทศประมาณ 60,000 คน ทำให้ทีมยุววิจัยสังคมเห็นว่าปัญหาคุณแม่วัยรุ่นเป็นประเด็นที่น่าจะนำมาศึกษา โดยนักวิจัยได้แบ่งเป็น 4 กรณี คือ กรณีที่ 1 คุณพ่อคุณแม่วัยรุ่นอยู่ด้วยกัน กรณีที่ 2 มีแต่คุณแม่วัยรุ่นส่วนคุณพ่อวัยรุ่นไม่รับผิดชอบ กรณีที่ 3 พ่อแม่ของคุณพ่อคุณแม่วัยรุ่นก็คือผู้ปกครองไม่ให้การยอมรับคือการตัดหางปล่อยวัด และกรณีที่ 4 คุณพ่อคุณแม่ของวัยรุ่นเองไม่สนใจลูกตัวเองปล่อยให้อยู่กับคุณตาคุณยาย
โดยผลจากการที่ทีมยุววิจัยสังคมไปสำรวจข้อมูลสถิติการคลอดบุตรจากโรงพยาบาล ปี 2552 พบว่า เด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 13-19 ปี ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะมาทำคลอด จำนวน 121 ราย โดยพบว่า คุณแม่วัยรุ่นจะมีอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ ที่เราจะพบน้อยที่สุดก็คือ 13 ปี ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ที่เราควรจะช่วยกันแก้ไข และนำไปพัฒนา โดยอยากจะให้สังคมยอมรับว่าเราสามารถผิดพลาดกันได้ และถ้าคนเราผิดพลาดกันแล้ว สังคมยอมรับแล้ว กลับมาอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ โดยงานวิจัยของทีมยุววิจัยก็จะถามว่า ในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์แล้วยังเรียนอยู่หรือเปล่า และคุณแม่อยากกลับไปเรียนอีกหรือป่าว ถ้าอยากกลับไปเรียน ที่ตำบลของเราก็จะเปิดโอกาสให้จะมีโรงเรียนชาวบ้านก็จะเปิดโอกาสให้เข้าเรียน ส่วนคุณแม่คนไหนที่ไม่อยากเรียน ก็จะประสานกับ อบต.ป่าตึง เกี่ยวกับโครงการสร้างอาชีพใหม่ ให้กับคุณแม่วัยรุ่น ซึ่งก็จะเป็นการทำให้คุณแม่อยู่ในสังคมได้อย่างปกติไม่ได้อยู่ด้วยความผิดพลาดหรือว่าปมด้อยอะไร
ในส่วนเรื่อง “เด็กและเยาวชนกับการพัฒนาสังคม” เราต้องมองก่อนว่าสังคมคาดหวังกับเด็กๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ก็เช่นเดียวกันเด็กก็คาดหวังกับสังคมมากเช่นเดียวกันว่า สังคมจะเปิดโอกาส และยอมรับให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นของเด็ก เด็กก็อาจจะสามารถพัฒนาสังคมได้ดีกว่านี้ อยากให้สังคม หรือผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นบ้าง อยากให้ยอมรับความคิดเห็นของเด็กๆ ก็มีความคิดเห็นหรืออยากจะแสดงออกให้ผู้ใหญ่เห็นและรับรู้ จากการทำงานกับ Child watch ทำให้เราได้แสดงความคิดเห็นให้ผู้ใหญ่รู้ว่าเป็นการสะท้อนความคิดของเด็กและเยาวชนแล้วก็ถ้าผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้กับเด็ก แสดงความคิดเห็นทำให้ผู้ใหญ่คิดได้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป คือ จริงๆ ปัญหาวัยรุ่นถ้าจะให้ผู้ใหญ่มาแก้ไขก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าวัยรุ่นก็จะต้องเข้าใจในตัววัยรุ่นเองส่วนมากวัยรุ่นก็จะไม่ค่อยชอบในเหตุผลหรือเงื่อนไขหลักการอะไรๆ วัยรุ่นบางคนที่มาเป็นคุณแม่ บางคนก็ไม่ได้เกิดจากตัวเขาเอง อาจจะส่งผลมาจากครอบครัวของเขาคือ คุณพ่อคุณแม่ทำงานมีเวลาให้กับลูกทำให้ลูกขาดความอบอุ่น ทำให้ลูกจึงต้องไปหาความอบอุ่นจากข้างนอกจากคนอื่น หาความรักจากคนอื่น บางรายก็ไม่ได้เกิดจากครอบครัวแต่เกิดจากการถูกข่มขืนเพราะว่าจากข้อมูลจากโรงพยาบาลพบว่าวัยรุ่นที่ท้องส่วนใหญ่เกิดจากการถูกข่มขืนและที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือเขาติดเชื้อด้วย จากข้อมูลตรงนี้ได้เห็นถึงปัญหาสังคมได้ว่า บางครั้งวัยรุ่นไม่ใช่เด็กใจแตก แต่ที่เป็นแบบนี้อาจจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ปัญหาต่างๆ ที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้
และจากการที่ได้ไปศึกษา คุณแม่วัยรุ่น คุณพ่อวัยรุ่น ทำให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมถึงตั้งท้องก่อนวัยอันควร ซึ่งไม่ได้มีแค่ปัจจัยเดียวมันมีหลายสาเหตุหลายปัจจัย ทั้งเรื่องครอบครัวสิ่งแวดล้อม การแก้ไขตั้งแต่แรกน่าจะเริ่มจากครอบครัว ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่สำคัญเด็กจะดีได้ต้องเริ่มจากครอบครัว บางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่เข้าใจเด็ก ไม่ดูแล บางครั้งความต้องการของเด็กผู้ใหญ่อาจจะไม่เข้าใจ อย่าตามใจลูกมากเกินไป ไม่ควรปิดกั้นมากเกินไป พอเกิดปัญหาเด็กก็จะหาทางออกในทางที่ผิด ออกไปหาเพื่อนที่ไม่ดี เสพยาเสพติด “การที่เราจะสอนเด็กเราควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน ไม่ควรเอาเด็กไปเปรียบเทียบเพราะจะสร้างความเก็บกดให้เด็ก”
อยากให้สังคมเปิดโอกาสยอมรับความคิดเห็นแล้วก็อยากจะให้เปิดโอกาสโดยให้แบบสุดๆ เลยเพราะบางครั้งสังคมเปิดโอกาสให้แต่ก็มีข้อบังคับอยู่ซึ่งบางครั้งเยาวชนอาจจะไม่พอใจอย่างที่สังคมเปิดโอกาสให้ อย่างเช่น สังคมเปิดโอกาสให้แต่ก็ต้องมีขอบเขตความคิดของเยาวชนเพราะว่าบางอย่างที่เยาวชนหรือเยาวชนหรือเยาวชนมองอาจจะเป็นที่ผู้ใหญ่หรือสังคมมองข้ามก็คือถ้าจะเปิดโอกาสให้ก็ต้องปล่อยให้เยาวชนคิดเองไม่ต้องจำกัดที่ว่าเขาต้องมีขอบเขตแค่นี้หรือว่าจะต้องทำอย่างไหน อย่างนี้ควรจะเปิดโอกาสให้เต็มที่ ถ้าบางครั้งเขาโอกาสให้ก็อยากจะให้เป็นโครงการระยะยาวและมีความต่อเนื่อง

Saturday, October 10, 2009

ปอยหลวง : งานบุญหรืองานเมาครั้งยิ่งใหญ่ ตอน 4

|0 ความคิดเห็น
สำหรับกระบวนการขยายผลตามโครงการลดเหล้าในประเพณีปอยหลวง ฯ มีขั้นตอนการดำเนินงานในช่วงเวลาประมาณ 1 ปี นั้น ได้แก่

1. เวทีประชุมคณะกรรมการและที่ปรึกษาระดับอำเภอ เพื่อวางแผนการดำเนินงาน
2. เวทีถอดบทเรียนองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดงานปอยหลวงปลอดเหล้าชุมชนต้นแบบ
3. ประชาสัมพันธ์โครงการและรับสมัครชุมชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ โดยอาศัยสื่อวิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อบุคคลหรือการประสานงานโดยทีมผู้ประสานงาน
4. เวทีปรับทัศนคติแกนนำชุมชน เพื่อให้เห็นความสำคัญของการลดเหล้าในงานปอยหลวง
5. จัดเวทีประชาคมหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสอบถามความคิดเห็นและขอประชามติเกี่ยวกับการลดเหล้าในงานปอย
6. จัดเวทีค้นหารูปแบบการจัดงานปอยหลวงที่เหมาะสมของแต่ละชุมชน
7. จัดงานปอยหลวงปลอดเหล้าตามกำหนดการของแต่ละพื้นที่
8. จัดเวทีถอดองค์ความรู้งานปอยหลวงของแต่ละพื้นที่ ที่จัดงานปอยหลวงในช่วง ปี 2551 ที่ผ่านมา โดยเลือกตัวอย่างวัดที่จัดงานปอยในปี 2551 มาเพียง 10 วัดจาก 11 ตำบล
9. เวทีคืนข้อมูลให้ชุมชน ทั้ง 11 ตำบล ในเขตอำเภอสันป่าตอง โดยข้อมูลหลักเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่สูงมากของการซื้อเหล้าและเบียร์ในประเพณีงานปอยหลวงที่ผ่านมา
10 เวทีแถลงข่าวประกาศนโยบายเป็นอำเภอนำร่องของการลดเหล้าในงานประเพณีปอยหลวง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มอบหมายให้สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่มาเป็นประธาน
11. เวทีสรุปและประเมินโครงการ

นอกจากกิจกรรมหลักซึ่งจัดทำไว้เป็นขั้นตอนดังกล่าวแล้ว เรายังมีกิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การประชุมปรึกษาและวางแผนการดำเนินงานในแต่ละเดือน ระหว่างคณะผู้ดำเนินงานโครงการ เพื่อหารือ และแบ่งงานกันไปทำตามความสะดวกของแต่ละคน รวมทั้งทบทวนการทำงานในช่วงที่ผ่านมา และขอความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางแผนการดำเนินงานในช่วงต่อไป

ผลของการดำเนินงานตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนชาวอำเภอสันป่าตองได้ตระหนักถึงความสำคัญในการลดเหล้าในงานประเพณีปอยหลวงมากขึ้น และในปี พ.ศ. 2552 ได้มีชุมชนวัดที่สนใจเข้าร่วมรณรงค์ลดเหล้าในงานประเพณีปอยหลวง จำนวนทั้งสิ้น 7 วัด ได้แก่ 1. ชุมชนวัดส้มปล่อย ตำบลมะขุนหวาน 2. ชุมชนวัดป่าชี่ ตำบลทุ่งสะโตก 3. ชุมชนวัดศรีก่อเก๊า ตำบลทุ่งต้อม 4. ชุมชนสำนักสงฆ์ใหม่มงคลสะหรี๋สร้อย ตำบลทุ่งต้อม 5. ชุมชนวัดต้นตัน ตำบลแม่ก๊า 6. ชุมชนวัดกลางทุ่ง ตำบลทุ่งต้อม 7. ชุมชนวัดสันป่าตอง ตำบลยุหว่า

กล่าวโดยสรุปโครงการลดเหล้าฯ ถึงแม้จะสิ้นสุดไปแล้วแต่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะแกนนำจากชุมชนที่ร่วมโครงการฯ ต่างเห็นพ้องว่าสามารถลดการดื่มเหล้าเบียร์ในงานได้ระดับหนึ่ง แต่คณะทำงานยังหวังว่าจะมีการขยายผลสู่ชุมชนในเขตพื้นที่อื่น ๆ อีกต่อไป จากการที่อำเภอสันป่าตองได้ประกาศเป็นอำเภอนำร่องฯ ในโครงการลดเหล้าในงานประเพณีปอยหลวงแล้วความคาดหมายของอำเภอสันป่าตองที่อยากจะเห็น นายอำเภอสันป่าตอง นายสมหวัง รุ่งตระกูลชัย กล่าวว่า “อำเภอสันป่าตองไม่ใช่จะเป็นอำเภอนำร่องแต่จะเป็นตัวอย่างที่ดีโดยเฉพาะผู้นำท้องถิ่น” สำหรับโครงการขยายผลของโครงการฯ ในอำเภอสันป่าตองประมาณครึ่งได้ดำเนินการอย่างจริงจังทุกตำบล ซึ่งในส่วนของอำเภอสันป่าตอง ท้องถิ่น ท้องที่เข้มแข็ง และอีกไม่นานจะทำให้เป็นรูปธรรมทุกวัดจะไม่มีเหล้า ยาดอง เข้ามาเกี่ยวข้อง งานปอยหลวงจะเป็นงานบุญครั้งยิ่งใหญ่หรืองานเมาครั้งยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องที่ชุมชนแต่ละแห่งจะเลือกตัดสินใจเอาเอง

ป้า...นักสังคมสงเคราะห์ สสว.๑๐