Showing posts with label บทวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคม. Show all posts
Showing posts with label บทวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคม. Show all posts

Thursday, May 16, 2013

สถานการณ์เด็กถูกทอดทิ้ง

|0 ความคิดเห็น
สถานการณ์เด็กถูกทอดทิ้ง


จากสถานการณ์สังคมไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จากการเลียนแบบสังคมวัตถุนิยม การแต่งกาย และจากภาวะวิกฤตทางสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของครอบครัว โดยปัจจุบครอบครัวเดี่ยวบิดามารดาต้องดูแลบุตรหลานของตนเอง โดยไม่มีปู่ ย่า ตา ยาย คอยค้ำจุนช่วยเหลือเหมือนในอดีต ดังนั้นเมื่อเกิดสภาพเศรษฐกิจบีบคั้น ทำให้รายได้ลดลงแต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมทางเพศของกลุ่มเยาวชน หรือวัยรุ่น ที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันที่ถูกต้อง ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงปรารถนาในกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของการทำแท้ง ความไม่พร้อมในการเลี้ยงดูบุตร และปัญหาการทอดทิ้งเด็ก
 
ปัจจุบันจำนวนเด็กที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะตามข่าวหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า สถิติการคลอดบุตรของมารดาวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น คือ ในปี 2552 ร้อยละ 13.55 ปี 2553 ร้อยละ 13.76 ปี 2554 ร้อยละ 14.32 ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการนำไปสู่การทำแท้ง และการทอดทิ้งเด็ก และจากสถิติการรับเด็กเข้าอุปการะในสถานสงเคราะห์เด็กจากปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งมี (กระทรวงสาธารณสุข) จำนวน 1.157 คน และยังพบว่า สถิติเด็กทารกตามข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ปี 2548-2555 (อายุทารกเฉลี่ยระหว่าง 1-9 เดือน) มีจำนวนทั้งสิ้น 451 คน โดยจำแนกอายุมารดา พบว่า จำนวนมารดาอายุต่ำกว่า 15 ปี  ร้อยละ 1.30 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 15.10 จำนวนมารดาอยุสูงกว่า 20 ปี ร้อยละ 76.70 และไม่ทราบอายุมารดา ร้อยละ 6.90
 
จากสถานการณ์ดังกล่าว หากพบเห็นเด็กทารกแรกเกิดถึงหกเดือน หรือครอบครัวที่ไม่พร้อมเลี้ยงดูทารก รวมทั้งสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมและไม่พร้อมเลี้ยงลูก เพื่อเป็นการช่วยเหลือคุ้มครองเด็กทารกที่ถูกทอดทิ้งให้ได้รับการดูแลที่ปลอดภัยและเหมาะสม และเป็นการช่วยเหลือสตรีและครอบครัวที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมและไม่พร้อมเลี้ยงดูเด็กทารก สามารถขอรับบริการได้จากหน่วยงานกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ัจังหวัดได้ทุกจังหวัด
 
 
 
ภาพ: อินเตอร์เนต

Friday, April 20, 2012

สถานการณ์ความมั่นคงของมนุษย์ประเทศไทย ปี 2554

|0 ความคิดเห็น
สถานการณ์ความมั่นคงของมนุษย์ของประเทศไทย ปี 2554
            จากรายงานสถานการณ์ความมั่นคงของมนุษย์ ของประเทศไทย ในปี 2554 สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 2555  พบว่าจากผลการจัดเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,279 ชุด ใน 4 ภาค 14 จังหวัด สำหรับจัดทำรายงานสถานการณ์ความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2554 พบว่า
            ๑. มิติที่อยู่อาศัย คือ การที่บุคคลมีความ สามารถพึ่งตนเองได้ในเรื่องที่อยู่อาศัย มีที่อยู่อาศัยเป็น หลักแหล่ง แน่นอน ที่อยู่อาศัยมีความมั่นคงแข็งแรง อยู่ในระดับ ร้อยละ 94.1 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 96.0)
             ๒. มิติสุขภาพ หมายถึง การที่บุคคลมีสุขภาพ กายใจแข็งแรง ไม่มีโรคร้ายแรง หรือโรคเรื้อรังเบียดเบียน มีความรู้ พื้นฐานในการดูแลสุขภาพ และมีพฤติกรรมในการสร้างเสริมสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่ ตลอดเวลา อยู่ในระดับร้อยละ 83.1 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 83.9)

             ๓. มิติอาหาร หมายถึง การที่บุคคลมีความพอประมาณความรู้ในการบริโภค มีคุณธรรมในการผลิตอาหารที่ปลอดภัย อยู่ในระดับร้อยละ 94.7 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 96.2)
            ๔. มิติการศึกษา หมายถึง การที่บุคคลมีความรู้จากการศึกษา ได้รับโอกาสในการศึกษาต่อเนื่องในระดับที่สูงขึ้น ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นปัจจุบัน  อยู่ในระดับร้อยละ 85.0 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 88.6)
            ๕. มิติการมีงานทำและมีรายได้ หมายถึง การที่บุคคลมีความรู้ ความสามารถในอาชีพการงาน รู้จักใช้จ่ายอย่างพอประมาณ มีการเก็บออมและไม่มีปัญหา หนี้สิน รวมทั้งมีความสุขกับงานที่ทำ อยู่ในระดับร้อยละ 64.8 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 76.2)

            ๖. มิติครอบครัว หมายถึง การที่บุคคลสามารถทำบทบาทหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม มีการทำกิจกรรมส่งเสริมให้ครอบครัวเข้มแข็ง อยู่ในระดับร้อยละ 78.9 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 87.8)
            ๗. มิติชุมชนและการสนับสนุนทางสังคม หมายถึง การที่บุคคลมีคุณธรรม เสียสละทำความดีเพื่อส่วนรวม มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน มีพลังอำนาจในการต่อรองกับภายนอก อยู่ในระดับร้อยละ 46.2 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 77.7)
            ๘. มิติศาสนาและวัฒนธรรม หมายถึง การที่บุคคลมีการปฏิบัติตามคำสั่งสอนในศาสนาที่ตนเอง ยึดถือ มีการปกป้องรักษา ประเพณีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ ที่ตนเองคงอยู่ อยู่ในระดับร้อยละ 78.5 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 83.4)
            ๙. มิติความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หมายถึง การที่บุคคลมีความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติอยู่ในระดับร้อยละ 82.3 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 78.3)
           ๑๐. มิติสิทธิและความเป็นธรรม หมายถึง การที่บุคคลมีการปฏิบัติ ต่อกันอย่างเสมอภาค มีความรู้ที่จะรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง อยู่ในระดับร้อยละ 94.2 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 93.7)
           ๑๑. มิติการเมือง หมายถึง การที่บุคคลมีเหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง และมีจิตสาธารณะ ในการทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม อยู่ในระดับร้อยละ 50.1 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 55.3)
          ๑๒. มิติสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร พลังงาน หมายถึง การที่บุคคลมีที่อยู่อาศัย ที่ทำงานที่ปลอดมลภาวะ มีการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด รู้ถึงคุณค่า และเข้าร่วมในกิจกรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อ ม ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน อยู่ในระดับร้อยละ 84.4 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 85.9)
           ๑๓. ความมั่นคงของมนุษย์โดยรวมของประเทศไทยปี 2554  อยู่ในระดับร้อยละ 78.0 (เกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 81.9)
            สรุปผลการศึกษาในปี 2554 พบว่า สถานการณ์ความมั่นคงของมนุษย์มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 78.0 ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่มีค่าเท่ากับร้อยละ 81.9  และความมั่นคงของมนุษย์เป็นรายมิติ พบว่า มีความมั่นคงของมนุษย์ 5 มิติ ที่มีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ได้แก่ 1) มิติการมีงานทำและมีรายได้ 2) มิติครอบครัว 3) มิติชุมชนและการสนับสนุนทางสังคม 4)มิติศาสนาและวัฒนธรรม และ 5) มิติการเมือง
ส่วนความมั่นคงของมนุษย์ อีก 7 มิติ พบว่า มีค่าได้มาตรฐานหรือใกล้เคียงกับค่ามาตรฐาน ได้แก่ 1) มิติสุขภาพ 2)มิติความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3) มิติสิทธิความเป็นธรรม 4) มิติการศึกษา 5) มิติที่อยู่อาศัย 6) มิติอาหาร และ 7) มิติสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรพลังงาน


Monday, December 19, 2011

สถานการณ์เด็กเยาวชนกับการค้าบริการทางเพศ

|0 ความคิดเห็น

สถานการณ์เด็กและเยาวชน (หญิง) กับการค้าบริการทางเพศ
จากรายงานข่าว หนังสือพิมพ์ข่าวสด (อ้างอิง กระปุกดอทคอม: http://hilight.kapook.com/view/65702) พาดหัวข่าว “เจ้าหน้าที่รวบนักเรียนสาว 3 คนและเพื่อนกะเทย ดอดเข้ากรุงวันเสาร์-อาทิตย์ นัดแนะขายบริการลูกค้าผ่านทางเน็ต เพื่อหาค่าเทอม” โดยมีรายละเอียดข่าวสรุปได้ดังนี้

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.สด.) แถลงข่าวร่วมกันจับกุมกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 17-19 ปี ค้าบริการทางเพศผ่านเว็บไซต์จำนวน 6 ราย โดยจับได้ที่ห้องเช่าเพอร์เฟ็ค รีสอร์ท ย่านลาดพร้าว กทม. สำหรับการติดตามจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา นางแอ๋ม (นามสมมติ) อายุ 45 ปี ชาวบ้านใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา เข้าร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ว่า น.ส. แอน (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ลูกสาวหายตัวไปนับเดือน เกรงว่าจะถูกล่อลวง เนื่องจากได้ทราบข้อมูลจากเพื่อนของลูกๆ อีกทั้งยังพบประกาศขายบริการทางเพศในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง หลังรับทราบข้อมูลจึงจัดชุดเข้าสืบสวนหาเบาะแส จนกระทั่งทราบว่ากลุ่มเด็กนักเรียนสาวได้รวมตัวมาเปิดห้องพักอยู่ที่ห้องเช่าดังกล่าว จึงเดินทางไปเชิญตัวมาสอบสวนทั้งหมด ผลจากการสอบสวนทั้งหมดได้ให้การรับสารภาพว่า ที่ขึ้นมายังกรุงเทพฯ เพื่อต้องการหาเงินเป็นทุนการศึกษา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ส่วนเพื่อนผู้ชายทั้งหมดที่ถูกจับกุมเป็นกะเทยทำหน้าที่ช่วยโพสต์ลงเว็บไซต์ขายบริการทางเพศแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์ โดยจะพากันขึ้นมาในช่วงวันหยุดคือวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ และจะกลับไปเรียนหนังสือต่อ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่ทราบเรื่องจะผลัดกันขึ้นมาขายบริการดังกล่าว ซึ่งการขายบริการแต่ละครั้งจะอยู่ที่ ราคา 1,500 บาท โดยไม่มีหักค่าใช้จ่ายกับใคร และการรายงานข่าวในทำนองเดี่ยวกันนี้มียังอีกมายมายในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น ศูนย์สวัสดิภาพเด็กสตรีและเยาวชน บช.น.” รวบ “3 นศ.สาว ม.เอกชนชื่อดัง” ขายตัวทาง Hi5 ยอมรับหมดเปลือกหลงผิด ใช้เงินฟุ่มเฟือย หาเงินจ่ายค่าเทอม “ผกก.ศดส.นครบาล” สั่งขยายผลจับเอเยนต์ทั่วกรุงยั่วยุชักจูงวัยรุ่นสาวค้ากาม ชี้ผิดกฎหมาย เตือน “ผู้ปกครอง” หาเวลาดูแลใส่ใจบุตรหลาน (ทีมา: ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต) เป็นต้น


จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น มีความสอดคล้องกับผลการสำรวจข้อมูลและรายงานผลสถิติตัวบ่งชี้สภาวการณ์เด็กและเยาวชน (Child Watch) อ้างอิง ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (เอกสารประมวลผลสถิตด้านสังคม 1/2553) จากรายงานดังกล่าว ด้านตัวบ่งชี้ด้านภาวะสังคมภาพรวมระดับประเทศ พบว่า
(1) ร้อยละเด็กมัธยมต้นที่เที่ยวตอนกลางคืนเป็นประจำ 5.38 ร้อยละเด็กมัธยมปลายที่เที่ยวตอนกลางคืนเป็นประจำ 6.91 ร้อยละเด็กอาชีวะที่เที่ยวตอนกลางคืนเป็นประจำ 9.57 ร้อยละเด็กอุดมศึกษาที่เที่ยวตอนกลางคืนเป็นประจำ 9.52  (2) ร้อยละของเด็กที่ดูสื่อโป๊ (การ์ตูนโป๊ วีซีดีโป๊ คลิปโป๊ เว็ปโป๊) เป็นครั้งคราวถึงประจำนะดับต่างๆ พบว่า ในเด็กระดับประถม ร้อยละ 6.83 ระดับมัธยมต้น ร้อยละ 24.33 ระดับมัธยมปลาย ร้อยละ 30.79 ระดับอาชีวะ ร้อยละ 39.74 และระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 38.62 และ (3) ร้อยละของเด็กที่ระบุว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ในแต่ละระดับการศึกษา พบว่า ระดับมัธยมต้น ร้อยละ 9.47 ระดับมัธยมปลาย ร้อยละ 16.75 ระดับอาชีวะ ร้อยละ 34.69 และระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 37.25


จากรายงานและสถานการณ์ดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า เด็กและเยาวชนในปัจจุบัน มีแนวโน้มในการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษา และมีทัศนคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิตในการศึกษา โดยไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว (พ่อ แม่ ผู้อุปการะ) และสังคมอันดีงาม และมีแนวโน้มการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งเกิดจากการบริโภคที่เกินตัว อันนำไปสู่การหาเงินมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเกินตัว โดยมีสื่อต่างๆ เป็นสิ่งเร้า ยั่วยุ ให้เด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบการบริโภคเกินตัว  เกินจำเป็น และนำไปสู่การขายบริการทางเพศ ทั้งในนักเรียนหญิง ที่ตกเป็นข่าว รวมทั้งนักเรียนชายที่เป็นข่าวบ้างแม้ว่าจะน้อยกว่าในสื่อต่างๆ อาจสรุปได้ว่า พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กเยาวชน ควรที่จะหันมาร่วมมือกันให้ความสำคัญ พัฒนาเด็กและเยาวชนไทย ให้เป็นเด็กดีมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมต่อไป

ที่มา: กระปุกดอทคอม: http://hilight.kapook.com/view/65702)
และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ( www.m-society.go.th
ภาพ: จากอินเตอร์เน็ต

Thursday, December 8, 2011

โพลหนุนสังคมให้อภัยร่วมถวายในหลวง

|0 ความคิดเห็น

สวนดุสิตโพล เผยว่า คนไทยซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณเรื่องการพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากที่สุด ขณะที่เอแบคโพล เผย วันพ่อแห่งชาติ ประชาชนอยากให้คนไทยรักกัน
ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง บทบาทของพ่อและนโยบายสาธารณะด้านครอบครัวกับกลุ่มบุคคลที่ต้องปรับปรุงตัวเป็นคนดีของสังคมไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา 5 อันดับแรกของบทบาทสำคัญที่ลูกและคนในครอบครัวอยากให้ผู้เป็นพ่อปฏิบัติ พบว่า ระบุว่าคุณพ่อต้องพร้อมและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกและคนในครอบครัวมากที่สุด (ร้อยละ 84) รองลงมาระบุว่าพูดคุยและให้กำลังใจลูกและคนในครอบครัวเมื่อเกิดปัญหาขึ้น (ร้อยละ 83) ระบุเป็นที่ปรึกษาที่ดีของลูกและคนในครอบครัวในทุกเรื่อง (ร้อยละ 77)  ระบุ เคารพต่อการตัดสินใจของคนในครอบครัว (ร้อยละ 75) และ ระบุ พร้อมและเป็นผู้ฟังที่ดีของลูกและคนในครอบครัว (ร้อยละ 75) ตามลำดับ

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลกับกลุ่มผู้เป็นแม่และลูกของครอบครัวที่มีปัญหา สิ่งที่อยากให้ผู้เป็นพ่อแก้ไขปรับปรุงตัวใน 5 อันดับแรก พบว่า การละเลิกการดื่มเหล้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดมากที่สุด (ร้อยละ 90) รองลงมาการขอให้เลิกสูบบุหรี่ เลิกสิ่งเสพติด (ร้อยละ 58)  ขอให้เลิกพฤติกรรมรุนแรง ตบตี ดุด่าคนในครอบครัว (ร้อยละ 54) การขอให้เลิกเจ้าชู้ นอกใจภรรยา เลิกมีกิ๊ก (ร้อยละ 53) และการขอให้เลิกเป็นคนขี้เกียจ ไม่ยอมทำงาน (ร้อยละ 44) ตามลำดับ
ในประเด็นคำถามถึงสิ่งที่อยากให้คนไทยทำให้แก่กันและกันเพื่อถวายแด่ในหลวง เนื่องในโอกาสวันพ่อแห่งชาติ พบว่า อันดับแรก (ร้อยละ 88) ระบุอยากให้คนไทยรักกัน อันดับที่สอง ร้อยละ (82) อยากให้คนไทยมีน้ำใจต่อกัน อันดับที่สาม (ร้อยละ 79) อยากให้คนไทยให้อภัยต่อกัน อันดับที่สี่ (ร้อยละ 77) อยากให้คนไทยเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว อันดับที่ห้า (ร้อยละ 76) อยากให้คนไทยช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน และรองๆ ลงไป ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ กตัญญูต่อแผ่นดิน ยึดมั่นในความถูกต้อง และยิ้มให้แก่กันและกัน ตามลำดับ

โดยที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ในหัวข้อ วันพ่อแห่งชาติ จากการสอบถามความคิดเห็นของคนไทยทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,178 คน ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2554 สรุปผลได้ดังนี้
พระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่ที่ประชาชนรู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พบว่า การพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนชาวไทยนำไปปฏิบัติมากที่สุด (ร้อยละ 60) รองลงมาการพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ ถุงยังชีพ ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่อาสาช่วยเหลือราษฎร (ร้อยละ 21) และการพระราชทานแนวคิดเรื่องการบริหารจัดการน้ำและการเกษตร/โครงการฝนหลวง สร้างเขื่อนและโครงการแก้มลิง (ร้อยละ 19)

ผลการสำรวจสิ่งที่ประชาชน อยากทำเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันที่ 5 ธันวา พบว่า การปฏิบัติตนเป็นคนดี ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง บำเพ็ญประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม มากที่สุด (ร้อยละ 78) รอลงมาเป็นการปฏิบัติธรรม สวดมนต์ ไหว้พระ ขอพรให้พระองค์ท่านทรงพระเจริญ (ร้อยละ 12) และการเป็นผู้เล่า บอกต่อถึงพระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตรของพระองค์ท่านให้คนรุ่นหลังหรือชาวต่างชาติรับรู้ (ร้อยละ 10) ตามลำดับ


ในขณะที่กิจกรรมที่ประชาชน อยากจะเข้าร่วมเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันที่ 5 ธันวา พบว่า ต้องเข้าร่วมการจุดเทียนชัยถวายพระพร ร่วมร้องเพลงถวายพระพร มากที่สุด (ร้อยละ 61) รอลงมาเป็นการบริจาคโลหิต บริจาคทรัพย์สิน สิ่งของ เงินทอง ให้กับมูลนิธิต่างๆ ของพระองค์ท่าน (ร้อยละ 23) และการร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนจัดขึ้น เช่น ทำบุญตักบาตร เดิน-วิ่งการกุศล ปลูกป่า ฯลฯ (ร้อยละ 16) ตามลำดับ

ประเด็นคำถามเรื่องที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่สบายพระทัย และอยากให้ทุกฝ่ายปรับปรุงแก้ไข ผลการสำรวจ พบว่า ความไม่สามัคคี การทะเลาะเบาะแว้งของคนไทย มากที่สุด (ร้อยละ73)  และเสนอวิธีแก้ไข คือ ให้ใจเย็น มีสติ ถอยคนละก้าว นึกถึงความเป็นคนไทยและเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองฯลฯ รองลงมาการบริหารจัดการเรื่องน้ำท่วม (ร้อยละ 11) ไดระบุวิธีแก้ไข โดยขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือร่วมใจ ตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมืองเป็นสำคัญ การวางแผนในระยะยาวฯลฯ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 10) ระบุวิธีแก้ไข คือ มีกฎหมายที่เข้มงวด จนท.เคร่งครัด การรณรงค์ ปลูกฝังให้ทุกคนมีจิตสำนึกและช่วยกันดูแลรักษาฯลฯ และการโกงกิน ทุจริต คอรัปชั่น (ร้อยละ 6) โดยได้ระบุวิธีแก้ไข คือให้มีบทลงโทษที่เด็ดขาด ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่วัยเยาว์ ยึดหลักพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฯลฯ

ผลการสำรวจต่อประเด็นคำถาม กรณี วันพ่อของลูกๆ ทุกคน ลูกๆอยากจะทำอะไรให้พ่อ ผลการสำรวจพบว่า อยากให้พ่อปฏิบัติตัวเป็นลูกที่ดี กตัญญู มากที่สุด (ร้อยละ 59) รองลงมา การพาไปเที่ยว ทานข้าวด้วยกันในครอบครัว (ร้อยละ 21) การซื้อของขวัญ หรือของที่พ่ออยากได้ ให้เงิน (ร้อยละ 15) และการกลับบ้านมาไหว้พ่อ (ร้อยละ 6) ตามลำดับ

และต่อประเด็นคำถามในสิ่งที่ลูกเป็นห่วงหรืออยากขอร้องให้พ่อเลิก ผลการสำรวจ พบว่า เป็นห่วงอยากให้เลิกเรื่องสุขภาพ สิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ มากที่สุด (ร้อยละ 54) รองลงมาการทำงานหนัก ขาดการพักผ่อน (ร้อยละ 21) การเลิกเหล้า บุหรี่ อบายมุขต่างๆ (ร้อยละ 17) และอยากให้เลิกการมีอารมณ์ร้อน หงุดหงิด ขี้โมโห คิดมาก ใจน้อย (ร้อยละ 8) ตามลำดับ
 

สรุปได้ว่าลูกส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่ารักและเป็นห่วงพ่อ อยากให้พ่อเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ ให้รักษาสุขภาพให้ดี และเป็นพ่อที่อารมณ์ดีไม่หงุดหงิดขี้โมโห

ที่มา: สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และเอแบคโพล ภาพ: อินเตอร์เน็ต

Sunday, December 4, 2011

การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยควรและการตั้งครรภ์ของวัยรุ่น 2554

|0 ความคิดเห็น
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รายงานผลการศึกษา เรื่อง แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรส และการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในจังหวัดกำแพงเพชร โดยได้ศึกษากลุ่มตัวอย่าง (1) สตรีที่มีอายุระหว่าง 10-19 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชรและไม่ได้รับการวินิจฉัยว่ากำลังตั้งครรภ์ จำนวน 470 คน (2) สตรีที่มีอายุระหว่าง 10-19 ปี และคลอดบุตรในจังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างเดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนพฤษภาคม 2554 จำนวน 454 คน คิดเป็นร้อยละ 47.05 จากประชากรทั้งหมด และ (3) บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรส และการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นด้วยวิธีการเจาะจง ในกลุ่มวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ในพื้นที่ ครอบครัววัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ สภาเด็กและเยาวชน อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ศูนย์พัฒนาครอบครัว (ศพค.) ผู้นำชุมชน ผู้แทนจากสถาบันการศึกษาทุกระดับ ผู้แทนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตัวแทนทางศาสนา ตัวแทนจากภาคเอกชน สื่อมวลชน ฯลฯ จำนวน 73 คน โดยมีผลการศึกษา ดังนี้


1. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสและการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในจังหวัดกำแพงเพชร วัยรุ่นที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ พบว่า ส่วนใหญ่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ (ร้อยละ 78.5) ในขณะที่มีวัยรุ่นส่วนหนึ่ง (ร้อยละ 19.8) ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ โดยกลุ่มที่ระบุว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ ระบุว่า ส่วนใหญ่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุ 15-17 ปี กับแฟน/คนรัก (ร้อยละ 64.4) โดยระบุสาเหตุที่สำคัญของการมีเพศสัมพันธ์ 3 ลำดับแรก พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการแสดงความจริงใจต่อคนรัก (ร้อยละ 38.7) รองลงมาระบุว่าสถานการณ์/บรรยากาศพาไป (ร้อยละ 30.1) และมีสิ่งยั่วยวนทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ (ร้อยละ 30.1) ตามลำดับ และสถานที่ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยที่สุด กลุ่มใหญ่ระบุว่าเป็นบ้านของแฟน/คนรัก (ร้อยละ 48.4)

ซึ่งในการมีเพศสัมพันธ์พบว่าส่วนใหญ่ใช้วิธีการคุมกำเนิดทุกครั้ง (ร้อยละ 46.2) โดยวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้มากที่สุด คือ ยาเม็ดคุมกำเนิด (ร้อยละ 32.9) รองลงมาเป็นสวมถุงยางอนามัย (ร้อยละ 30.4) และการหลั่งภายนอก (ร้อยละ 21.5) ตามลำดับ

สำหรับวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ในจังหวัดกำแพงเพชร ผลการศึกษามีทั้งกลุ่มที่ตั้งครรภ์ในขณะที่กำลังศึกษา และตั้งครรภ์หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ดังนี้

1.1 ผลการศึกษากลุ่มวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ในขณะที่กำลังศึกษา ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 16-18 ปี (ร้อยละ 72.6) และกำลังศึกษาในอยู่ในระดับมัธยมศึกษา (ร้อยละ 45.2) ผลการศึกษาสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การตั้งครรภ์ พบว่า การเกิดความผิดพลาดในการคุมกำเนิด (ร้อยละ 24.7) และการไม่ได้ป้องกัน/คุมกำเนิด (ร้อยละ 23.3) ผลการศึกษาความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตรระดับปานกลางและไม่มีความพร้อมเลยในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน (ร้อยละ 28.8 และ 26.0 ตามลำดับ) ผลการศึกษาความสัมพันธ์กับสามี พบว่า มีสัมพันธภาพกับสามีในระดับดีถึงดีมาก (ร้อยละ 73.9) โดยผลกาข้อมูลพื้นฐานศึกษาของสามี พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่สามีกำลังศึกษา (ร้อยละ 28.8) ส่วนใหญ่สามีจะไม่มีรายได้ (ร้อยละ 31.5) ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่สามีจบการศึกษาแล้ว ส่วนใหญ่สามีจะจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ร้อยละ 31.5) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 20.5) มีรายได้ประมาณ 3,001- 5,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 23.3) สำหรับความต้องการความช่วยเหลือ พบว่า สิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด คือ การจัดหาอาชีพ (ร้อยละ 24.7) ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร (ร้อยละ 23.3) และเงินทุนประกอบอาชีพ (ร้อยละ 20.5)

1.2 ผลการศึกษาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 17-19 ปี (ร้อยละ 69.6) จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 54.1) และประถมศึกษา (ร้อยละ 24.4) โดยส่วนใหญ่มีอาชีพแม่บ้าน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ (ร้อยละ 57.0) และไม่มีรายได้ (ร้อยละ 46.5) ต้องอาศัยรายได้จากคู่ครอง/สามี สถานภาพสมรส พบว่า แต่งงานโดยไม่ได้จดทะเบียนมากที่สุด (ร้อยละ 68.8) และอยู่อาศัยกับคู่รัก/สามี (ร้อยละ 44.9)

ส่วนใหญ่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุ 15-17 ปี (ร้อยละ 59.8) กับแฟน/คนรัก สาเหตุที่สำคัญของการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ แสดงความจริงใจต่อคนรักมากที่สุด (ร้อยละ 36.0) รองลงมาเต็มใจเพราะต้องการมีบุตร (ร้อยละ 25.7) และไว้ใจเพศตรงข้ามมากเกินไป (ร้อยละ 21.0) และระบุว่าสถานที่ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยที่สุด คือ บ้านของแฟน/คนรัก (ร้อยละ 51.2)

การคุมกำเนิด พบว่า ส่วนใหญ่ใช้วิธีการคุมกำเนิดเป็นบางครั้ง (ร้อยละ 58.5) โดยวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้มากที่สุด คือ ยาเม็ดคุมกำเนิด (ร้อยละ 32.3) รองลงมาสวมถุงยางอนามัย (ร้อยละ 21.8) และการหลั่งภายนอก (ร้อยละ 15.2) ผลการศึกษาสาเหตุนำไปสู่การตั้งครรภ์ พบว่า ส่วนมากต้องการมีบุตรไว้สืบสกุล (ร้อยละ 34.9) รองลงมาการเกิดความผิดพลาดในการคุมกำเนิด (ร้อยละ 25.7) และการไม่ได้ป้องกัน/คุมกำเนิด (ร้อยละ 24.9)


ด้านความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร พบว่า กลุ่มใหญ่มีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตรระดับมากที่สุด (ร้อยละ 37.0) ส่วนความสัมพันธ์กับสามี พบว่า มีสัมพันธภาพกับสามีในระดับดีถึงดีมาก (ร้อยละ 77.1) การศึกษาของสามี พบว่า ส่วนใหญ่สามีจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ร้อยละ 38.3) โดยส่วนใหญ่อาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 33.6) และรับจ้าง (ร้อยละ 24.7) มีรายได้อยู่ในช่วง 3,001- 7,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 55.1)

สำหรับความต้องการความช่วยเหลือ พบว่า สิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด คือ ต้องการความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร (ร้อยละ 24.4) รองลงมาเงินทุนประกอบอาชีพ (ร้อยละ 22.3) และการจัดหาอาชีพ (ร้อยละ 20.2) ตามลำดับ

ผลการศึกษาการคลอดและการเลี้ยงดูบุตรของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ (ทั้งที่ตั้งครรภ์ในขณะที่กำลังศึกษาและตั้งครรภ์เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว) พบว่า มีการฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ (ร้อยละ 67.1 และร้อยละ 73.5) โดยฝากครรภ์เมื่ออายุครรภ์ 11-20 สัปดาห์ (ร้อยละ 43.8 และร้อยละ 51.7) สำหรับวิธีการคลอด พบว่า ส่วนใหญ่คลอดปกติ (ร้อยละ 87.7 และร้อยละ 85.8) ไม่มีภาวะแทรกซ้อนขณะคลอดและภายหลังคลอด (ร้อยละ 87.7 และร้อยละ 94.2) น้ำหนักทารกแรกคลอดส่วนใหญ่ มากกว่า 2,500 กรัม (ร้อยละ 80.8 และร้อยละ 77.1)

การเลี้ยงดู พบว่า ส่วนใหญ่ตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน โดยไม่ให้น้ำหรืออาหารอื่น (ร้อยละ 79.5 และร้อยละ 70.3) และพบว่าวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ในขณะที่กำลังศึกษามีภาวะเสี่ยงของการตั้งครรภ์มากกว่าวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว (ร้อยละ 50.7 และร้อยละ 40.4)


2. ผลการศึกษาเปรียบเทียบการมองโลกในแง่ดี ความชอบเสี่ยง สติ-สัมปชัญญะ การจัดการกับความเครียด เจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และวัยรุ่นที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ในจังหวัดกำแพงเพชร พบว่า วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และวัยรุ่นที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ มีความชอบเสี่ยง การจัดการกับความเครียด เจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05

โดยผู้ที่ตั้งครรภ์จะมีค่าเฉลี่ยความชอบเสี่ยง เจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ สูงกว่าผู้ที่ไม่ตั้งครรภ์ ในขณะที่มีการจัดการกับความเครียดต่ำกว่า สำหรับตัวแปรอื่น ๆ ไม่พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

3. ผลการศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมเสี่ยงด้านการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นในจังหวัดกำแพงเพชร ในการวิเคราะห์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมเสี่ยงด้านการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นในจังหวัดกำแพงเพชร ใช้ตัวแปรพยากรณ์ 5 ตัวแปร คือ (1) การมองโลกในแง่ดี (2) ความชอบเสี่ยง (3) สติ-สัมปชัญญะ (4) การจัดการความเครียด และ (5) เจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส พบว่า ตัวแปรที่เป็นปัจจัยเชิงสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมเสี่ยงด้านการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นในจังหวัดกำแพงเพชร ผลการศึกษาพบว่า เจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส และความชอบเสี่ยง โดยเจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสและความชอบเสี่ยง สามารถร่วมกันอธิบายพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

4. ปัจจัยเชิงสาเหตุของการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในจังหวัดกำแพงเพชร ในการศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในจังหวัดกำแพงเพชร ตัวแปรพยากรณ์ 6 ตัวแปร คือ (1) การมองโลกในแง่ดี (2) ความชอบเสี่ยง (3) สติ-สัมปชัญญะ (4) การจัดการความเครียด (5) เจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส และ (6) พฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์

ผลดารศึกษาพบว่า ตัวแปรที่เป็นปัจจัยเชิงสาเหตุของการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในจังหวัดกำแพงเพชรได้แก่ เจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ โดยพบว่า วัยรุ่นที่มีเจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส เพิ่มขึ้น 1 หน่วยจะมีโอกาสท้องเพิ่มขึ้น 1.99 เท่า หรือเพิ่มขึ้น 99% ในขณะที่ตัวแปรอื่นที่เข้าสมการมีค่าคงที่และในขณะเดียวกันหาก วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น 1 หน่วยจะมีโอกาสท้องเพิ่มขึ้น 1.42 เท่า หรือเพิ่มขึ้น 42% ในขณะที่ตัวแปรอื่นที่เข้าสมการมีค่าคงที่

โดยสรุปกล่าวได้ว่า วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่แต่งงานเมื่ออายุยังน้อยไม่ได้ศึกษาต่อและสามีวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ก็เช่นเดียวกัน ไม่มีอาชีพและมีรายได้จากสามีเป็นหลักโดยที่สามีส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรและรับจ้างมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัวและยังต้องอยู่อาศัยกับพ่อแม่เกือบทั้งหมด โดยที่สาเหตุการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจมีบุตรเกิดจากความผิดพลาดในการไม่ได้ป้องกันการหรือคุมกำเนิด และขาดความรู้ ความเข้าใจ และภูมิต้านทานต่อสิ่งเร้าในการนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ โดยที่ผลการศึกษากลุ่มนี้เกือบทั้งหมดที่ตั้งครรภ์มีความรับผิดชอบต่อเด็กในครรภ์ มีการฝากครรภ์และเด็กคลอดปลอดภัยได้รับการเลี้ยงดูต่อมา และอาจมีกลุ่มที่ไม่ได้ศึกษาครอบคลุมทั่วถึงที่ไม่ได้ข้อมูลของผู้ที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์อันนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการทำแทงค์ และปัญหาที่เกิดขึ้นตามกับกลุ่มวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์และตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตั้งแต่สถาบันครอบครัว ชุมชน สังคม ควรให้ความสำคัญ ในการร่วมกันป้องกัน แก้ไข ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ที่มาเรื่อง: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 2554 (www.m-society.go.th): ภาพ: อินเตอร์เน็ต.