Showing posts with label ข่าว รายงานทางสังคม. Show all posts
Showing posts with label ข่าว รายงานทางสังคม. Show all posts

Monday, December 24, 2012

เด็กไทยไอคิวต่ำกว่าพม่า และ 5 ล้านคนหายไปจากโรงเรียน

|0 ความคิดเห็น


เด็กไทยไอคิวต่ำกว่าพม่า และ 5 ล้านคนหายไปจากโรงเรียน
            ผลการสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญาเด็กนักเรียนไทยปี 2554 และการกระจายระดับสติปัญญารายภาค ปี 2555 ของกรมสุขภาพจิต ซึ่งสำรวจจากเด็กนักเรียนระดับ ป.1-ม.3 ในโรงเรียนทุกสังกัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 72,780 คน เมื่อเดือนธันวาคม 2553-มกราคม 2554 ผลออกมา พบว่า เด็กนักเรียนไทยมีไอคิว หรือสติปัญญาเฉลี่ยอยู่ที่ 98.59 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานกลางตามมาตรฐานสากล ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 100 และเมื่อเปรียบเทียบสติปัญญาเด็กไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า เด็กไทยมีค่าเฉลี่ยสติปัญญาต่ำกว่าเด็กประเทศพม่า แต่ถือว่าดีขึ้น เพราะผลการสำรวจปี 2549 เด็กไทยมีค่าสติปัญญาเฉลี่ยเท่ากับเด็กเขมร เท่านั้น
 
            ในขณะที่ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาทางวิชาการ สำนักงานส่งเสริมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้นำเสนอข้อมูลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนเด็กไทย 5,752,500 คน หายไปจากโรงเรียน ทั้งๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ บังคับให้รัฐต้องจัดการศึกษาภาคบังคับให้เด็กไทยอย่างทั่วไปเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จำนวนเด็กไทย กว่า 5.7 ล้านคนที่หายไปจากโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 10 ของคนไทยทั้งประเทศ (คิดตามจำนวนประชากรไทย 65 ล้านคน) หากคิดเทียบกับจำนวนเด็กไทยในระบบการศึกษาด้วยกันสัดส่วนร้อยละต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า จำนวนเด็กไทยกว่า 5.7 ล้านคนหายไปจากโรงเรียน กลายเป็นผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา
 
            ผลการสำรวจ พบว่า จำนวนเด็กไทยที่หายไปจากโรงเรียน จำแนกได้  คือ (1) เด็กป่วยเป็นโรคออทิสติก จำนวน 1,700,000 คน (2) เด็กไร้สัญชาติ จำนวน 300,000 คน (3) เด็กที่เป็นลูกของแรงงานต่างด้าว จำนวน 250,000 คน (4) เด็กที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร จำนวน 160,000 คน (5) เด็กที่เป็นแม่วัยใสที่ท้องและมีลูกตั้งแต่เด็ก จำนวน 100,000 คน (6) เด็กกำพร้า ที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง จำนวน 88,730 คน (7) เด็กที่ติดเชื้อเอสด์ไปจากพ่อแม่ จำนวน 50,000 คน (8) เด็กที่ก่ออาชญากรรมถูกดำเนินคดี จำนวน 50,000 คน (9) เด็กเร่ร่อยไร้ที่อยู่อาศัย จำนวน 30,000 คน (10) เด็กที่ถูกบังคับให้ค้าประเวณี จำนวน 25,000 คน (11) เด็กที่ถูกบังคับให้ใช้แรงงานที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 10,000 คน และ (12) เด็กติดยาเสพติด จำนวน 10,000 คน 
 
           ในขณะที่ข้อมูลการนำเสนอของสภาการศึกษา ผลการสำรวจปี พ.ศ. 2540-2551 พบว่า จำนวนเด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษาก่อนจบชั้นมัธยม 3 ร้อยละ 20 และออกจากโรงเรียนก่อนจบชั้นมัธยม 6 ร้อยละ 30 เหลือจำนวนเด็กไทยสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงร้อยละ 35 เท่านั้น โดยที่มีเพียง 1 ใน 3 (ของร้อยละ 35) เท่านั้นที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แล้วอนาคนของเด็กไทย คนรุ่นใหม่ของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร....

(ข้อมูล: ไทยรัฐออนไลน์, ฉบับ 1กันยายน 255 ; http://www.thairath.co.th/column/pol/thai_remark/287631, ภาพ: อินเตอรเน็ต)

Tuesday, September 4, 2012

สถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์ประเทศไทย 2012

|0 ความคิดเห็น

 
            สถานการณ์ด้านการค้ามนุษย์ประเทศไทย จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานความเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วงไตรมาสสองปี 2555 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2555 ด้านสถานการณ์การค้ามนุษย์ พบว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ต้องจับตามองด้านการค้ามนุษย์ (Tier 2 Watch List) เป็นปีที่ 3 ปัญหาการค้ามนุษย์ส่วนใหญ่ภายในภูมิภาค และที่พบได้ตามแนวชายขอบลุ่มแม่น้ำโขง และมีความเกี่ยวโยงถึงประเทศไทย ส่งผลให้ไทยถูกสหรัฐอเมริกาลดระดับให้เป็นประเทศไทย เป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย
(ที่มา: ข่าวเศรษฐกิจและสังคม สายพัฒนาสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ; http://social.nesdb.go.th)

Monday, September 3, 2012

แนวโน้มเด็กเยาวชนไทยติดเหล้าบุหรี่เพิ่มมากขึ้น

|0 ความคิดเห็น
 
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) ได้รายงานความเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วงไตรมาสสองปี ๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ ในด้านพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของคนในสังคม พบว่า เยาวชนกลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มมากกว่าปีละ ๒๕๐,๐๐๐ คน และคนไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปสูบบุหรี่เกือบ ๑๕ ล้านคน จากข้อมูลการสำรวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ระดับโลก ในปี ๒๕๕๒ ปละปี ๒๕๕๔ พบว่า คนไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นจาก ๑๔.๓ ล้านคน เป็น ๑๔.๖ ล้านคน และเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ ๑๔.๘๐ ขณะที่ข้อมูลศูนย์วิจัยสุราในปี ๒๕๕๔ พบว่า คนไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ดื่มแอลลกอฮอร์มากถึง ๑๗ ล้านคน โดยที่เยาวชนกลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ ๒๕๐,๐๐๐ คน ดังนั้น พฤติกรรมเสี่ยงการสูบบุหรี่ และการอื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอร์ฮอร์ (เหล้า) ควรมีการเฝ้าระวังในกลุ่มเด็กและเยาวชนต่อไป. (ที่มา
: ข่าวเศรษฐกิจและสังคม สายพัฒนาสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ; http:social.nesdb.go.th; ภาพจากอินเตอรเน็ต)

Monday, August 29, 2011

พม.ชี้ปัญหาแม่วัยเยาว์ยังน่าห่วง

|0 ความคิดเห็น
พม.ชี้ปัญหาแม่วัยเยาว์ยังน่าห่วง นำร่องศึกษา ๔ จังหวัด ติดอันดับท้องไม่พร้อมสูง

            วันนี้ (๒๖ ส.ค.๕๔) เวลา ๑๓.๓๐ น. ที่โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ กรุงเทพฯ นางนภา เศรษฐกร รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิด “งานรณรงค์และนำเสนอผลการศึกษาโครงการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นอย่างมีส่วนร่วม” เพื่อนำเสนอผลการศึกษาสภาพปัญหาและปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นในระดับภูมิภาค รวมทั้งรณรงค์สร้างความตระหนักในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

            นางนภา เศรษฐกร รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง โดยในประเทศไทยมีอัตราเฉลี่ยการคลอดบุตรของมารดาอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ สูงเป็นอันดับที่สองของโลก และเป็นอันดับหนึ่งของทวีปเอเชีย คือ ร้อยละ ๑๓.๕๕ ในปี ๒๕๕๒ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด และจากสถิติการคลอดบุตรของมารดาอายุต่ำกว่า๒๐ปีบริบูรณ์ในระดับจังหวัด (จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) พบว่าจังหวัดที่มีอัตราเฉลี่ยการคลอดบุตรของมารดาที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ สูงกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด มีจำนวนมากถึง ๗๑ จังหวัด จากสถานการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เป็นภาวะวิกฤติที่จะต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงได้ขับเคลื่อนมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแม่วัยเยาว์ เพื่อให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม ๖ ด้าน โดยให้มีการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อลดปัญหาแม่วัยเยาว์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ และมอบหมายให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อมอย่างบูรณาการ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในระดับภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร โดยจัดทำโครงการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ ได้ทำการศึกษาวิจัยทั้งในเชิงลึกและเชิงสำรวจในภาพกว้าง ในจังหวัดที่มีอัตราสูงของการคลอดบุตรของมารดาที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ ประกอบด้วยจังหวัดบุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ตราด และกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาวะและปัจจัยที่มีอิทธิพลกับปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของกระบวนการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

            นางนภา กล่าวต่อว่า การจัดงานรณรงค์และนำเสนอผลการศึกษาวิจัย การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวันนี้ ประกอบด้วยกิจกรรม การแสดงนิทรรศการและนำเสนอผลการศึกษาวิจัย เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการที่ได้มาจากกระบวนการศึกษาวิจัยในระดับภูมิภาค ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมถึงมีความตระหนักในปัญหาและมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเจากการประกวดคำขวัญรณรงค์การตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมโล่จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้แก่ นายกิตติคุณ โคตรแก้ว จากโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต คำขวัญ “เพศศึกษารู้ให้ทัน ไม่ตั้งครรภ์ในวัยเรียน” รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ได้รับเงินรางวัล ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมโล่ ได้แก่ นายยุทธนา ดวงศรี จากโรงเรียนยานนาเวศวิทยาคม คำขวัญ “หยุดความคิด หยุดการกระทำ เพื่อยับยั้ง การตั้งครรภ์ในวัยเรียน” และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ได้รับเงินรางวัล ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมโล่ ได้แก่ นางสาวสิริวิมล ช่วยพนัง จากโรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง คำขวัญ “อนาคตอีกยาวไกล ไม่ฝักใฝ่เพศสัมพันธ์ เรียนรู้และป้องกัน อย่างตั้งครรภ์ในวัยเรียน”.

            ที่มา: www.m-society.go.th ภาพ: เวปไซด์

Saturday, June 25, 2011

|0 ความคิดเห็น
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงประชากรทางโครงสร้างอายุ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากร ประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ประชากรวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 30-64 ปี จะยังคงเติบโตต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นจะเริ่มลดลง โดยจำนวนประชากรวัยเด็กที่มีอายุ 15-59 ปี และกลุ่มอายุแรกเกิดถึง 14 ปี กำลังเริ่มหดตัวลดลง การเปลี่ยนแปลงประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2543-2563 และหลังจากปี 2563 ไปแล้วประชากรที่มีอายุเกิน 45 ปีขึ้นไป จะเป็นกลุ่มประชากรที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยหลังปี พ.ศ. 2583 เป็นต้นไปจะเป็นการเพิ่มขึ้นของประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ที่มา:ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางประชากรของประเทศไทย, http://www.nesdb.go.th

ผลการสำรวจความสุขมวลรวมของคนไทย

|0 ความคิดเห็น
ผลการสำรวจความสุขมวลรวมของคนไทย

ผลการสำรวจความสุขมวลรวมของคนไทย พบว่า ความสุขมวลรวมของคนไทยสูงขึ้น จากผลการสำรวจของเอเบคโพล์ เรื่อง แนวโน้มความสุขมวลรวมของคนไทยในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศในระดับครัวเรือน 17 จังหวัด ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม-9 เมษายน 2554 ชี้ว่า ดัชนีความสุขมวลรวมของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.28 ของผลการสำรวจเมื่อเดือนมกราคม 2554 มาอยู่ที่ 6.61 ในเดือนเมษายน จำแนกตามภูมิภาคต่างๆ พบว่า ความสุขมวลรวมของคนกรุงเทพฯ มีความสุขต่ำสุด คือ 6.03 ส่วนคนภาคตะวันออกเฉียงเหลือมีความสุขสูงสุด คือ 6.91 โดยปัจจัยที่ทำให้คน กทม.มีความสุขต่ำกว่าคนภาคอื่นๆ คือ ความไม่เป็นธรรมในสังคม และสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น

Friday, March 4, 2011

สถานการณ์แม่วัยเยาว์....2554

|0 ความคิดเห็น
สถานการณ์แม่วัยเยาว์....2554
            สภาพสังคมปัจจุบัน พบว่า การดำรงชีพของครอบครัวไทยจำนวนมากดิ้นรนเพื่อให้สามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้ในโลกโลกาภิวัตน์ ประชากรวัยแรงงานต้องเข้าสู่กระบวนการทำงาน พ่อและแม่ต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพ เป็นผลให้สภาพครอบครัวขาดความอบอุ่น เด็กและเยาวชนขาดการดูแล และชี้แนะแนวทางที่เหมาะสม ความก้าวหน้าของยุคไซเบอร์และวัฒนธรรมข้ามชาติทำให้เด็กและเยาวชนได้รับ การกระตุ้นเร้า และเข้าถึงสื่อทุกรูปแบบได้โดยไร้ขีดจำกัด มีสื่อลามกมากมายที่นำเสนอ และหาดูได้ง่ายในโลกอินเตอร์เน็ต สื่อเหล่านี้มีผลเร่งเร้าให้เด็กมีพฤติกรรมทางเพศก่อนวัยอันสมควร ด้วยความอ่อนด้อยในวัยวุฒิที่ขาดทักษะในการควบคุมอารมณ์ทางเพศของตนเอง เด็กหญิงและเด็กชายจึงมีเพศสัมพันธ์โดยขาดทักษะและความเข้าใจในเรื่องอนามัยเจริญพันธ์และการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศอย่างเหมาะสมจึงส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พร้อม
            ปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม นับเป็นปัญหาสังคมที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ในการดูแลเด็กและเยาวชนของประเทศไทย สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าว คือ ข้อมูลขององค์การยูนิเซฟแห่งประเทศไทยในปี 2546 (นพ.สุริยเดว ทรีปาตี) ที่ได้รายงานอุบัติการณ์การคลอดบุตรของวัยรุ่นทั่วโลก ที่มีอายุระหว่าง 15 – 19 ปี ซึ่งมีค่าเฉลี่ยที่ 65 รายต่อหญิงในวัยเดียวกัน 1,000 ราย สำหรับประเทศไทยพบว่าอัตราการคลอดบุตรของแม่วัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 15 – 19 ปี อยู่ที่ประมาณ 70 รายต่อหญิงในวัยเดียวกัน 1,000 ราย ซึ่งค่าเฉลี่ยดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของระดับภูมิภาคเอเชียซึ่งอยู่ที่ 56 รายต่อหญิงในวัยเดียวกัน 1,000 ราย นอกจากนี้ยังมีสถิติที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม ของประเทศไทยที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของปัญหา คือ จากการสำรวจอายุเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของวัยรุ่นไทย พบว่ามีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยปัจจุบันพบว่า วัยรุ่นเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุระหว่าง 13 – 15 ปี และยังพบว่าการมีเพศสัมพันธ์ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ส่วนใหญ่ไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย มากถึงร้อยละ 50 ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัย ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ของวัยรุ่น พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการ ใช้วิธีการคุมกำเนิดไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ได้ใช้วิธีการป้องกันใด ๆ เนื่องจากขาดความรู้ หรือมีความเข้าใจที่ผิดว่าการใช้ถุงยางอนามัยขัดขวางความสุขทางเพศ และการมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียว จะไม่ตั้งครรภ์สำหรับอัตราการคลอดบุตรของแม่วัยเยาว์ ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี ที่มาคลอดในโรงพยาบาลของรัฐ ระหว่างปี 2547 – 2552 พบว่าในปี 2547 มีแม่วัยเยาว์อายุน้อยกว่า 20 ปี มาคลอดบุตร ร้อยละ 13.86 ในปี 2552 พบว่ามีแม่วัยเยาว์อายุน้อยกว่า 20 ปี มาคลอดบุตร ร้อยละ 16.00 และอายุต่ำที่สุดที่มาคลอดบุตร พบว่า มีอายุเพียง 10 ปี เนื่องจากเด็กที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมมีอายุน้อยลงมาก เด็กเหล่านี้จึงขาดวุฒิภาวะในการจัดการกับปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้น เด็กอายุน้อยที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมบางราย ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์เมื่ออายุครรภ์เกือบ 8 เดือน ผลจากการตั้งครรภ์ไม่พร้อมทำให้แม่วัยเยาว์ไม่ได้ดูแลร่างกาย และไม่ได้รับอาหารเสริมบุตรของแม่วัยเยาว์จึงมักประสบปัญหาสุขภาพไม่สมบูรณ์ แข็งแรง น้ำหนักแรกเกิดน้อย ซึ่งจะทำให้มีปัญหาความผิดปกติทางระบบประสาท หูหนวก ตาบอด และมีความพิการสูงกว่าทารกที่มีน้ำหนักปกติ
            ผลจากการศึกษาวิจัยตามโครงการสำรวจปัญหา เพื่อพัฒนาระบบช่วยเหลือแม่วัยเยาว์ โดย ดร.วิชัย รูปขำดี และคณะ พบว่า เด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษา เด็กกลุ่มนี้ จะมีความกดดันและความกังวลสูง วิธีการหนึ่งที่เด็กมักนึกถึงก่อนอื่นคือ การทำแท้ง ซึ่งต้องแสวงหาสถานที่ทำแท้งเถื่อน ผลจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย อาจทำให้เด็กตกเลือด ติดเชื้อ บางรายรุนแรงจนอาจเสียชีวิตได้ เด็กบางคนใช้วิธีการทุบตี กระแทกร่างกายเพื่อให้แท้ง ซึ่งบางรายก็แท้งบุตร แต่บางรายไม่แท้ง ก็ต้องพบกับความบอบช้ำทั้งแม่และลูก เด็กกลุ่มนี้เมื่อคลอดบุตรก็มีแนวโน้มทอดทิ้งบุตรสูง ส่วนเด็กที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาจะไม่กระทำการใดให้แท้งบุตรเลย แม่วัยเยาว์ร้อยละ 18.6 คิดฆ่าตัวตาย เพื่อหนีปัญหาชีวิต ร้อยละ 12.4 เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ร้อยละ 12.7 สูบบุหรี่ระหว่างการตั้งครรภ์ ในเรื่องของการดูแลครรภ์ พบว่าแม่วัยเยาว์ไปตรวจครรภ์ไม่ต่อเนื่องตามที่ แพทย์นัด บุตรของแม่วัยเยาว์ได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีเด็กและเยาวชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตั้งครรภ์โดยถูกล่วงละเมิดทางเพศ เด็กกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่ไม่ไปแจ้งความดำเนินคดี เมื่อพบว่าตั้งครรภ์จึงต้องแสวงหา ที่ทำแท้งเถื่อน แม้ว่ากฎหมายจะยอมรับให้มีการทำแท้งอย่าง ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการตั้งครรภ์จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศก็ตาม
           

Wednesday, January 26, 2011

บทบาทครูไทยในยุคปฏิรูปการศึกษา

|0 ความคิดเห็น

           ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนบน อายุระหว่าง 10-20 ปี จำนวน 367 ราย ต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับ “บทบาทครูไทยควรเป็นอย่างไร...ในยุคปฏิรูปการศึกษา” เพื่อให้ทราบถึงคุณลักษณะครูยุคใหม่ที่เด็กไทยต้องการ ตลอดจนความคิดเห็นต่อบทบาทของครูในปัจจุบัน ระหว่างวันที่ 10- 14 มกราคม 54 สรุปผล ดังนี้
            การสอบถามว่าทราบหรือไม่ว่าวันครู ตรงกับวันใด โดยนักเรียนส่วนใหญ่ ร้อยละ 73.6 บอกว่า ทราบ คือ ตรงกับวันที่ 16 มกราคมของทุกปี และเมื่อสอบถามถึง คุณลักษณะของครูที่นักเรียนต้องการนั้น พบว่า อันดับ 1 ต้องการครูที่มีความห่วงใย เอาใจใส่ต่อนักเรียนอย่างจริงใจและเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับนักเรียนได้ ร้อยละ 54.8 อันดับ 2 คือ ต้องการครูที่มีความรู้ ความสามารถ มีเทคนิคการสอนใหม่ๆ ทำให้เด็กเข้าใจบทเรียนได้ง่าย ร้อยละ 31.1 ส่วนอันดับ 3 คือ ต้องการครูที่เป็นคนดี มีคุณธรรม และทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน ร้อยละ 12.8
            ผลการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อรูปแบบการเรียนการสอนของครูในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไรนั้น พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ เห็นว่ารูปแบบการเรียนการสอนของครูมีการพัฒนาขึ้น ร้อยละ 48.5 โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันครูได้มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีการพัฒนาสื่อการสอน ตลอดจนเทคนิคการสอนใหม่ๆ มากขึ้น ในขณะที่ ร้อยละ 39.5 บอกว่ายังมีการเรียนการสอนตามรูปแบบเดิม โดยให้เหตุผลว่า ครูยังขาดรูปแบบการสอนที่ดี เช่น ไม่มีการยกตัวอย่าง ไม่มีการเตรียมการสอน และมีเพียง ร้อยละ 12.0 ที่บอกว่าแย่ลง โดยให้เหตุผลว่า ครูไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง ไม่ค่อยเข้าสอน ไม่มีความตรงต่อเวลา
            เมื่อสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนถึงบทบาทของครูที่เปรียบเป็น “แม่พิมพ์ของชาติ” นั้น ยังคงให้ความสำคัญกับคำนี้อยู่หรือไม่ โดยส่วนใหญ่บอกว่ายังมีความสำคัญอยู่ ร้อยละ 50.7 โดยให้เหตุผลว่า ครูยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ให้ความรู้ และคอยอบรมสั่งสอนนักเรียนเป็นอย่างดี ส่วนที่บอกว่าไม่มีความสำคัญแล้ว ร้อยละ 49.3 ให้เหตุผลว่าเพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมาก ทำให้ครูมีความใกล้ชิดกับนักเรียนน้อยลง รวมถึงครูบางคนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน ซึ่งแม้จะเป็นความเห็นเพียงส่วนน้อยแต่ก็มีผลทำให้ภาพลักษณ์ของครูแย่ลง ทำให้นักเรียนไม่เชื่อฟังและไม่ให้ความเคารพ
            เมื่อสอบถามถึงข้อเสนอแนะว่าต้องการให้ครูในปัจจุบันพัฒนาในเรื่องใด อันดับ 1 บอกต้องการให้ครูพัฒนาเทคนิคการสอนใหม่ๆ ให้มีความสนุกและเข้าใจง่าย ร้อยละ 76.6 อันดับ 2 คือ ควรนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสื่อการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 50.7 อันดับ 3 คือ ควรพัฒนาด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ ให้ทันต่อเหตุการณ์และสถานการณ์ของสังคม ร้อยละ 50.4 อันดับสุดท้าย คือ การมีคุณธรรม จริยธรรมและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 41.1 จากผลการสำรวจจะเห็นได้ว่าการจะสร้างเยาวชนที่ดีให้เป็นอนาคตของประเทศนั้น ควรเริ่มตั้งแต่การสร้างแม่พิมพ์ของชาติ ให้มีคุณภาพก่อน คงจะเป็นการดีหากมีการพัฒนาบุคลากรครู จะช่วยสร้างเยาวชนที่มีคุณธรรมและความดี ไปพร้อมกับความเก่ง ความสามารถทางเทคโนโลยีเพื่อจะช่วยพัฒนาประเทศ สุดท้ายบทบาทของครูในยุคใหม่จะเป็นอย่างไรนั้น ก็คงไม่มีใครที่จะให้คำตอบที่แท้จริงได้ แต่สิ่งที่สำคัญและมีค่าสำหรับความหมายของคำว่าครูนั้น คือการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี และมีความรักความหวังดีต่อลูกศิษย์ด้วยความจริงใจ ซึ่งจะทำให้คำว่า “ครู คือ แม่พิมพ์ของชาติ” สามารถใช้ได้ในสังคมไทยตลอดไป
            ที่มา: ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (http://www.econ.mju.ac.th/maejopoll/index.htm) ภาพ: อินเตอร์เน็ต

Sunday, January 16, 2011

แม่โจ้โพลล์เผยเด็กต้องการครูที่เอาใจใส่-ห่วงใย

|0 ความคิดเห็น
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร ม.แม่โจ้ (แม่โจ้โพลล์) เผยเยาวชนในภาคเหนือ 54.8% ต้องการครูที่มีความห่วงใย เอาใจใส่นักเรียน เป็นที่ปรึกษาที่ดี 31.1% ต้องการครูที่มีความรู้ความสามารถ มีเทคนิคการสอนใหม่ๆ และ 12.8% ต้องการครูที่เป็นคนดี มีคุณธรรม และทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ส่วนนักเรียน 48.5% เห็นว่าครูมีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนดีขึ้น มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาพัฒนาสื่อการสอน และมีเทคนิคการสอนใหม่ๆ มากขึ้น ส่วน 50.7% ยกย่องครูเปรียบเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ขณะที่ 49.3% มองว่าปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ครูจึงมีความใกล้ชิดกับนักเรียนน้อยลง
ที่มา: MCOT.NET, 16 มกราคม 2554, ภาพจากอินเตอร์เน็ต

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

|0 ความคิดเห็น

           ปัจจุบันปัญหาความรุนแรงในครอบครัวถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างผลกระทบต่อสังคม จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีเวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลง ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจภายในครอบครัว ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวขึ้น และเนื่องในโอกาสวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีกำหนดให้เป็นวันพ่อแห่งชาติ ดังนั้นศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร โดยแม่โจ้โพลล์ จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนไทยทั่วประเทศ อายุระหว่าง 13- 23 ปี จำนวน 997 ราย ต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับพ่อต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัว (ภาคเหนือ ร้อยละ 46.1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 28.6 ภาคกลาง ร้อยละ 13.4 และภาคใต้ ร้อยละ 11.8) ระหว่างวันที่ 11 พ.ย. – 3 ธ.ค. 53 สรุปผลดังนี้ คือ
           เมื่อสอบถามถึงสถานะความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับพ่อนั้น ส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.4 บอกว่า อาศัยอยู่ด้วยกันกับพ่อ ส่วนร้อยละ 21.6 บอกว่าไม่ได้อยู่กับพ่อ (พ่อไปทำงานที่อื่นหรือลูกต้องมาเรียนไกลบ้าน ร้อยละ 42.3 ,พ่อหย่าร้างกับแม่ ร้อยละ 27.0,และพ่อเสียชีวิต ร้อยละ 30.7) เมื่อสอบถามถึงความสนิทสนมระหว่างเยาวชนกับพ่อ พบว่า ร้อยละ 36.8 บอกว่าสนิทกับพ่อมาก รองลงมาคือ ร้อยละ 31.8 สนิทกับพ่อมากที่สุด ตามลำดับ ส่วนการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวนั้น เยาวชนร้อยละ 43.4 บอกว่าเคยเกิดความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งการเกิดความรุนแรงในครอบครัวนั้นส่วนใหญ่เป็นการใช้วาจาที่รุนแรงต่อกัน (ร้อยละ 84.8) รองลงมาคือ การทำลายทรัพย์สินภายในบ้าน (ร้อยละ 11.3) และการทำร้ายร่างกายสมาชิกในครอบครัว (ร้อยละ 7.6) ตามลำดับ ด้านความคิดเห็นของเยาวชนต่อพ่อที่กล่าวว่าพ่อเป็นต้นเหตุของการเกิดความรุนแรงในครอบครัวจริงหรือไม่ โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.1 บอกว่าพ่อไม่ใช่ต้นเหตุของการเกิดความรุนแรงในครอบครัว โดยเห็นว่าสาเหตุของความรุนแรงในครอบครัวอาจเกิดมาจากตัวเอง แม่ หรือบุคคลอื่นก็ได้ ส่วนร้อยละ 17.0 บอกว่าพ่อเป็นต้นเหตุของความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากพ่อมักมีอารมณ์ร้อน ฉุนเฉียวง่ายและชอบดื่มสุราจนขาดสติ ส่งผลก่อให้เกิดความรุนแรงกับสมาชิกในครอบครัวได้ง่าย ซึ่งก็สอดคล้องกับความคิดเห็นที่สอบถามถึงสาเหตุของการเกิดความรุนแรงในครอบครัว เยาวชนส่วนใหญ่ร้อยละ 43.7 บอกว่าเกิดจากการดื่มสุราและติดสารเสพติดอื่นๆ รองลงมาคือ ความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจและการทำงาน ร้อยละ 35.7 และอื่นๆ ร้อยละ 20.6 ( วัฒนธรรมไทยที่มองว่าเพศชายมีอำนาจมากกว่าเพศหญิง, การได้รับความรุนแรงจากครอบครัวเมื่อวัยเด็ก,ความไม่เข้าใจกันของคนในครอบครัว ) ส่วนข้อเสนอแนะของเยาวชนต่อพ่อในการช่วยลดความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างไรนั้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 40.5 อยากให้พ่อให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกและรู้จักการควบคุมอารมณ์ และพูดคุยกับคนในครอบครัวอย่างมีเหตุผล รองลงมาคือ ร้อยละ18.2 อยากให้พ่อเลิกดื่มสุรา และร้อยละ 10.2 อยากให้พ่อเป็นผู้นำที่ดีของครอบครัว ตั้งใจทำงาน ส่วนร้อยละ 31.2 ไม่แสดงความคิดเห็น
           จากผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าการจะแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมนั้น ควรเริ่มจากการสร้างความรักความเข้าใจอันดีของสมาชิกในครอบครัวให้เกิดขึ้นก่อน โดยสมาชิกแต่ละคนควรตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองและทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะพ่อแม่นั้นควรให้เวลากับลูกและให้ความรัก ความอบอุ่น ตลอดจนอบรมคุณธรรมจริยธรรมให้กับลูกอย่างสม่ำเสมอ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าครอบครัวที่อบอุ่นนั้นจะช่วยสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพให้กับประเทศต่อไป
           ที่มา: แม่โจ้โพล ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร,2553

Thursday, October 21, 2010

แนวทางแก้ปัญหาเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม....

|0 ความคิดเห็น

            วันนี้ (๒๐ ต.ค.๒๕๕๓) เวลา๐๘.๔๕ น. ที่โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวในพิธีเปิด “โครงการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น ร่างยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม” ว่า ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในกลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นปัญหาสังคมที่ทวีความรุนแรงและต้องเร่งดำเนินการแก้ไขให้ปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับในประเทศไทย พบว่าอัตราการคลอดบุตรของแม่วัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง ๑๕-๑๙ ปี อยู่ที่ประมาณ ๗๐ รายต่อหญิงในวัยเดียวกัน ๑,๐๐๐ ราย สูงกว่าค่าเฉลี่ยของระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ ๕๖ ราย และจากการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ของวัยรุ่น พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการคุมกำเนิดไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ได้ใช้วิธีป้องกันใดๆ เนื่องจากขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง กระทรวง พม. เปิดเวทีระดมความคิดเห็นร่างยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม หนุน อปท.เป็นกลไกขับเคลื่อน ในระดับท้องถิ่นและชุมชน
             นางพนิตา กล่าวต่อว่า  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะเจ้าภาพหลักในการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปฏิบัติงานร่วมกัน มีกรอบทิศทางที่ชัดเจนโดยจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม โดยกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา การช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟู และสร้างระบบงาน เพื่อให้มีการช่วยเหลือแม่วัยเยาว์อย่างเป็นระบบ และนำกลไกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ มาร่วมแก้ไขปัญหา รวมทั้งกำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดเป็นกลไกในภูมิภาค ผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งอยู่ใกล้ชิดเด็กและครอบครัว เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาตามยุทธศาสตร์ฯ ซึ่งจะช่วยให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่นและชุมชนอย่างทั่วถึง
             “การร่างยุทธศาสตร์ฯ นี้ จะเป็นกรอบทิศทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม ทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัดและในชุมชน โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบและประกาศเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งมีการลงนามในข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามยุทธศาสตร์ฯ ต่อไป” นางพนิตา กล่าว.
ที่มา: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 20 ตุลาคม 2553

Wednesday, October 20, 2010

"เด็กบ้านแตกสาแหรกขาด" ว่าที่..อาชญากรเด็ก!

|0 ความคิดเห็น
เป็นเรื่องน่าห่วงไม่น้อย เมื่อครอบครัวไทยเปลี่ยนสภาพจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวกันมากขึ้น รวมไปถึงครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวก็มีแนวโน้มสูงไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้าง การเสียชีวิตของคู่สมรส
โดยในครอบครัวอย่างหลังนี้ มีความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมในทางลบของเด็กได้มาก หากพ่อแม่ไม่เข้าใจ หรือขาดสติในการเลี้ยงลูก เด็กอาจตกเป็นเหยื่อของความชั่วร้าย นำไปสู่การเป็นยุวอาชญากร หรืออาชญากรเด็กในอนาคต

เห็นได้จากสถิติชุดหนึ่ง จัดทำโดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ที่นำประเด็นพื้นฐานครอบครัวไปพิจารณาชีวิตความเป็นอยู่ของเยาวชนที่ถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ยืนยันให้เห็นว่าคำกล่าวข้างต้นยังเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง

ข้อมูลแนวโน้มของคดีเด็ก และเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีโดยสถานพินิจฯ ทั่วประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2542-2551 พบว่า ในช่วง 10 ปี เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดจนถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจฯ มีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่พ่อและแม่แยกกันอยู่มากกว่าครอบครัวที่พ่อและแม่ใช้ชีวิตร่วมกัน พูดง่ายๆ คือ แนวโน้มแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เยาวชนที่ก่ออาชญากรรม กระทำผิด ฝ่าฝืนกฎหมาย เป็น "เด็กบ้านแตก" มากกว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่

ข้อเท็จจริงข้างต้น แทนคุณ จิตต์อิสระ หรือ อี้ ให้มุมมองในฐานะอนุกรรมาธิการกิจการเด็กและเยาวชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติว่า ยุวอาชญากร หรืออาชญากรเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากการเลี้ยงดูที่ใช้กำลัง และความรุนแรงตั้งแต่เด็ก ซึ่งตามหลักจิตวิทยาเรียกว่า การถูกสร้างภาพฝังใจในเชิงลบ เช่น ถูกพ่อแม่ใช้ความรุนแรงด้วยการตีเป็นประจำ ถูกตำหนิ เหยียดหยาม หรือตกเป็นเหงื่อของการกระทำที่ไม่ได้ นอกจากนี้บ้านที่มีแต่ความรุนแรง พ่อแม่ทะเลาะกัน เด็กมีโอกาสหว้าเหว่ นำไปสู่การหลงผิด และเดินผิดได้ง่าย

"ไม่มีใครเกิดมาแล้วเป็นอาชญากรในทันที แต่มันเกิดจากการไม่ใส่ใจในตัวเด็ก หรือเลี้ยงดูไม่ถูกทาง โดยเด็กหลายๆ คนที่เป็นอาชญากรเด็ก มักซึมซัมพฤติกรรมของพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว เช่น ลูกสู้เพื่อนไม่ได้ ก็สอนลูกให้แก้แค้น หรือเอาชนะ ซึ่งตัวเด็กถือเป็นเหยื่อถูกกระทำของครอบครัวไปแล้ว" อี้เผย

ดังนั้น อี้ฝากว่า พ่อแม่ต้องหาความรู้คู่กับความรัก และความสุข ถ้าช่วงใดที่เกิดทะเลาะ หรือมีเรื่องกระทบกระทั่งกัน ขอให้รีบกลับมาคืนดีให้เร็วที่สุด โดยพยายามมองหาสิ่งดี ๆ ที่เคยมีให้กันมาชดเชยสิ่งที่มันผิดพลาด เป็นทฤษฏีเอาน้ำดีไล่น้ำเสีย ไม่ใช่ต่างคนต่างไม่ยอม จนเสียเวลาอันค่าระหว่างนั้นไป

ด้าน ทิชา ณ นคร หรือ ครูมล ผอ.ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก จ.นครปฐม เคยบอกไว้ในประเด็นเดียวกันว่า "ไม่มีมนุษย์คนไหน เกิดมาเพื่ออยากเป็นคนเลว และไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะคว้าความเป็นอาชญากรมาจากมดลูกแม่" เพราะฉะนั้นการที่เขาจะเป็นใครสักคนในประเทศ ดีหรือร้าย ขาวหรือดำ ล้วนมีปัจจัยแวดล้อมทั้งในระดับใกล้ตัว และไกลตัวที่ต่างกัน ครอบครัวคือส่วนสำคัญในการเลี้ยงดู ที่ต้องเข้าใจ และปรับวิธีคิดไปตามความเปลี่ยนแปลงของช่วงวัยลูก โดยเฉพาะสิทธิส่วนบุคคล ถือเป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อแม่ต้องเคารพ

ถึงเวลาตั้งนานแล้วที่ครอบครัว และสังคมไทยต้องเร่งแก้ไขฟื้นฟูเรื่องเด็ก และเยาวชนเป็นพิเศษ และเป็นวาระเร่งด่วน เพราะเด็กที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ อาจจะกลายไปเป็นผู้กระทำต่อเนื่อง และสร้างเหยื่อรายใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือบทพิสูจน์หนึ่งถึงความสำคัญของ "สถาบันครอบครัว" ที่ส่งผลต่อสุขภาวะของสังคมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2553, ภาพ: จากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, September 15, 2010

พม.เผยแม่วัยใส ที่มีการศึกษา มุ่งทำแท้งมากสุด

|0 ความคิดเห็น
"อิสสระ" เผยผลสำรวจ พม.ทำอึ้งระบุ “แม่วัยเยาว์” เกือบ 20% คิดฆ่าตัวตาย ขณะที่เด็กปวช.ท้องไม่พร้อมแล้วคิดมุ่งทำแท้ง โดยนิยมเลือกกินยาขับมากที่สุด...

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.นายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า พม.ได้มอบหมายให้นักวิจัยศึกษาสำรวจสภาพปัญหาการตั้งครรภ์ของเด็กและเยาวชน ก่อนวัยอันควร ที่มีจำนวนเพิ่มสูงขี้นประมาณปีละ 3.5% ที่น่าห่วงคือการแก้ปัญหาของเยาวชนบางส่วนพยายามเอาเด็กออกด้วยการทำแท้ง เถื่อน การขับออกด้วยการทานยาหรือผลักตกจากที่สูง เอาท้องชนเสาเลียนแบบจากหนัง หากไม่สมหวังก็ส่งผลต่อเด็กที่ออกมาพิการ

ทั้ง นี้ พม.จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยสนับสนุนให้มีเจ้าภาพร่วม ทำหน้าที่ดูแลแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ภายใต้ยุทธศาสตร์กัน-แก้ แม่วัยเยาว์ โดยกำหนดลดจำนวนคลอดของแม่อายุน้อยกว่า 18 ปีลงร้อยละ 50 ในปี 2560 พ่อแม่วัยเยาว์ต้องได้รับการพัฒนาให้มีรายได้เลี้ยงตนเองได้ บุตรแม่วัยเยาว์ได้รับการดูแลตามมาตรฐานสุขภาวะเด็กปกติ รวมทั้งเฝ้าระวังและคุ้มครองเด็กที่เกิดจากแม่วัยเยาว์เป็นกรณีพิเศษ

นาย สังคม คุณคณากรสกุล จากมหาวิทยาลัยรังสิต สรุปข้อมูลโครงการสำรวจสภาพปัญหาเพื่อพัฒนาระบบการช่วยเหลือแม่วัยเยาว์ โดยการสนับสนุนของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พม.ว่า เป็นการศึกษาปี 2552 จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสตรีอายุไม่เกิน 18 ปีที่กำลังตั้งครรภ์และผู้ที่คลอดบุตรแล้ว 823 คนซึ่งเรียกว่า “แม่วัยเยาว์” และผู้เกี่ยวข้องได้แก่บุคคลในครอบครัว สามี ครู ญาติ เป็นต้น อีก 822 คน

ผลสำรวจพบว่าแม่วัยเยาว์ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 37.9 ประถมศึกษาร้อยละ 11.8 และไม่ได้เรียนหนังสือร้อยละ 3.4 ส่วนใหญ่ร้อยละ 40.6 ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการหารายได้เลี้ยงชีพ สภาพสมรสพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้แต่งงานแต่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันร้อยละ 38แยกกับสามีร้อยละ 14.0 ร้อยละ 40 ต้องโดดเดี่ยวเพราะพ่อบุตรไม่รับผิดชอบ ส่วนพฤติกรรมเสี่ยงพบร้อยละ 12.4 ที่พัวพันกับการเสพยาเสพติด โดยสภาพแวดล้อมพบว่ามีคนรอบข้างที่พัวพันกับยาเสพติดร้อยละ 66.2 และร้อยละ 27.3 หรือ 3 ใน 10 คนมีคนรอบข้างกระทำการค้าประเวณี นอกจากนี้ร้อยละ 18.6 มีความคิดฆ่าตัวตาย ร้อยละ 16.8 มีพฤติกรรมมุ่งหวังให้เกิดการแท้งบุตร ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่กำลังศึกษาระดับปวช.มากสุดร้อยละ 24.2 ตรงข้ามกับกลุ่มไม่มีการศึกษาไม่เคยคิดทำแท้ง โดยรูปแบบจะเลือกวิธีการกินยามากที่สุด การค้นหาสถานที่ทำแท้ง ทุบตีกระแทกร่างกายตามลำดับ

นายสังคม กล่าวด้วยว่า สาเหตุปัญหาพบมากสุดคือ เด็กขาดการยับยั้งชั่งใจ รองลงมาคือ สภาพสังคมเปลี่ยนไป อิทธิพลของสื่อลามก/อนาจาร เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบดารา/ละคร/ภาพยนต์ และถูกล่วงละเมิดทางเพศตามลำดับ ส่วนความต้องการรับความช่วยเหลือพบว่า ต้องการค่าใช้จ่ายเงินสงเคราะห์ครอบครัว นมในการเลี้ยงบุตร บริการจัดหางาน ฝึกอาชีพ การกู้ยืมเงิน

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Wednesday, September 8, 2010

พม. ชี้ปัญหาเด็กยกพวกตีกันแก้ยาก

|0 ความคิดเห็น
“อิสสระ” ชี้ปัญหาเด็กยกพวกตีกันแก้ยาก แนะผู้ปกครองกวดขันดูแลบุตรหลาน ปลูกฝังค่านิยมที่ดี เลิกความคิดเรื่องสถาบัน พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

จากกรณีเด็กนักเรียนเทคโนโลยีบางกะปิชักปืนยิงใส่อริต่างสถาบันบนรถเมล์ แต่กระสุนลูกหลงไปโดน ด.ช.จตุพร ผลผกา หรือ น้องเทียน นักเรียนชั้น ป.๓ /๒ โรงเรียนวัดบำเพ็ญเหนือ เสียชีวิตบนรถเมล์ สาย ๑๑๓ ทะเบียน ๑๐-๒๖๘๘ กรุงเทพ บริเวณปากซอยรามคำแหง ๑๖๔

นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวแสดงความคิดเห็นถึงกรณีนี้ว่า ปัญหาเด็กต่างสถาบันยกพวกตีกัน เป็นปัญหาที่มีมานาน และแก้ไขได้ยาก ตราบใดที่เด็กและเยาวชนยังไม่ล้มเลิกความคิดเรื่องความเป็นสถาบัน หรือปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน ก็จะนำไปสู่เหตุความรุนแรงอื่นๆ ตามมาอีกเรื่อยๆ และยากเกินควบคุม ซึ่งปัจจัยสำคัญนั้นมาจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง โดยเฉพาะในครอบครัว เพราะในความเป็นจริง เด็กใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนเฉลี่ยเพียงแค่ ๘ ชั่วโมงต่อวัน เวลาที่เหลือส่วนมากนั้นใช้เวลาอยู่ที่บ้าน เด็กจึงซึมซับพฤติกรรมที่เห็นที่บ้าน ประกอบกับปัญหาส่วนใหญ่ มักเกิดจากในครอบครัวที่พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลลูก หรือบางคนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แต่ไปอยู่กับเพื่อน ทำให้ขาดการอบรมสั่งสอนหรือถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดีได้ง่าย พ่อแม่ผู้ปกครองจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องเข้ามาดูแลแก้ปัญหาร่วมกัน ในการกวดขันดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ให้ความรักความอบอุ่นในครอบครัว และอบรมสั่งสอน ปลูกฝังค่านิยมที่ดี ให้ความรู้ความเข้าใจในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างถูกต้อง

นายอิสสระ กล่าวต่อว่า มาตรการการจัดการหลังเกิดเหตุก็เป็นส่วนสำคัญ ตำรวจควรมีการดำเนินการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและใช้มาตรการลงโทษให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น เข้าสถานพินิจฯแล้วต้องมีการอบรม มีการรายงานตัวคุมประพฤติ เรียกพ่อแม่มาทำทัณฑ์บน รวมทั้งโรงเรียนต้นสังกัดก็ต้องมีส่วนช่วยดูแล หากมีการกระทำความผิดซ้ำอีก ก็จำเป็นต้องให้พ้นสภาพการเป็นนักเรียนด้วย ซึ่งในกฎหมายปัจจุบันได้ระบุไว้อยู่แล้วว่า ในกรณีที่เยาวชนมีการกระทำความผิดร้ายแรง ก็จะต้องได้รับโทษเทียบเท่ากับผู้ใหญ่ โดยการพิจารณาโทษนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล.

ที่มา: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (www.m-society.go.th),ภาพ:จากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, September 1, 2010

พม. ชูยุทธศาสตร์ “กัน-แก้ แม่วัยเยาว์”

|0 ความคิดเห็น
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชูยุทธศาสตร์ “กัน-แก้ แม่วัยเยาว์” เตรียมผลักดันปัญหาแม่วัยเยาว์ เป็นวาระแห่งชาติ เสนอ ๖ กระทรวงเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมแก้ไขปัญหาท้องก่อนวัย
26 สิงหาคม 2553 เวลา ๐๙.๓๐ น. นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในการประชุมและนำเสนอข้อมูลสภาพปัญหาแม่วัยเยาว์ ตามโครงการสำรวจสภาพปัญหาแม่วัยเยาว์ โดยศูนย์เรียนรู้เชิงปฎิบัติการเพื่อการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (ศรพส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมนำเสนอมาตรการและนโยบายเพื่อการแก้ไขและป้องกันปัญหาแม่วัยเยาว์ ณ ห้องบุษราคัมโรงแรมอินทรา รีเจ้นท์ กรุงเทพฯ
นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร หรือที่เรียกว่า“แม่วัยเยาว์” ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มว่าบุตรของแม่วัยเยาว์มีโอกาสถูกทำร้ายตั้งแต่อยู่ในครรภ์เพื่อให้แท้งถึง ๑๖.๘ % ซึ่งเป็นกสุ่มเสี่ยงที่เกิดมาอาจจะพิการหรือไม่สมประกอบ อีกทั้งเมื่อคลอดแล้วก็จะเผชิญปัญหาการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม โดยมีโอกาสที่จะได้รับวัคซีนไม่ครบถึง ๑๗.๔% รวมทั้งขาดแคลนเรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากไม่มีรายได้ และที่สำคัญมีแนวโน้มว่าแม่วัยเยาว์ต้องเผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยว เพราะพ่อเด็กไม่รับผิดชอบถึง ๔๔% จึงเป็นปัญหาที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้เตรียมผลักดันเรื่องนี้ ให้เป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “กัน-แก้ แม่วัยเยาว์”และกำหนดเจ้าภาพร่วมระหว่าง ๖ กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม รวมทั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มาขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกัน ในการแก้ไขปัญหา
นายอิสสระ กล่าวว่า เป้าหมายของยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ การลดจำนวนคลอดของแม่อายุน้อยกว่า ๑๘ ปี ลง ๕๐% ภายในปี ๒๕๖๐ และร้อยละ ๘๐ ของพ่อและแม่วัยเยาว์ได้รับการพัฒนาให้มีรายได้เลี้ยงตนเองได้ บุตรของแม่วัยเยาว์ได้รับการดูแลตามเกณฑ์มาตรฐานเหมือนสุขภาวะเด็กปกติ รวมทั้งมีการเฝ้าระวังและคุ้มครองเด็กที่เกิดจากแม่วัยเยาว์เป็นกรณีพิเศษ ผ่านการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ อย่างเร่งด่วน เช่น การขยายบทบาทการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ ให้สามารถคุ้มครองและครอบคลุมปัญหาพฤติกรรมต่างๆของเด็กและเยาวชนมากขึ้นโดยเฉพาะปัญหาแม่วัยเยาว์ การสร้างการรับรู้ เข้าใจและเฝ้าระวังปัญหาแม่วัยเยาว์และการล่วงละเมิดเด็ก โดยผ่านกลไกต่างๆ ในชุมชน เช่น แกนนำ อาสาสมัครชุมชน เครือข่ายภาครัฐในระดับตำบล การผลักดันให้มีศูนย์บริการวางแผนครอบครัว การจัดโครงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว เพศศึกษา รวมทั้งพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มวัยรุ่น โดยจัดเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรทางอาชีพและวิถีชุมชน ดึงสภาเด็กและเยาวชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งทุกองค์กรท้องถิ่นในพื้นที่รับผิดชอบ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบและครอบคลุม.
ที่มา: http://www.m-society.go.th

Friday, June 4, 2010

ผลสำรวจ พนันบอล ภัยมอมเมาเยาวชน

|0 ความคิดเห็น
ผลสำรวจ “พนันบอล” ภัยมืดเรื้อรังมอมเมาเยาวชน พบเด็กไทยตั้งตารอเสี่ยงโชคบอลโลก
ใกล้ถึงวันที่ทุกคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ กับ “มหกรรมฟุตบอลโลก 2010” ที่จะระเบิดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนนี้ พิเศษตรงที่เจ้าภาพปีนี้เป็นประเทศจากทวีปแอฟริกาที่จัดเป็นครั้งแรกเสียด้วย กีฬา Match สำคัญที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวอย่างนี้ แน่นอนว่า ไม่เฉพาะหนุ่มๆ ที่ยอมนอนดึก เพื่อรอลุ้นความมันส์อยู่หน้าจอทีวี แต่ยังลุกลามไปถึงน้อง ๆ เยาวชนวัยเรียนที่ยอมอดตาหลับขับตานอนด้วย เรียกว่ากีฬานี้เป็นเสน่ห์ล้ำลึกของแฟนพันธุ์แท้โดยเฉพาะ แต่สิ่งที่แอบแฝงมาพร้อมกันเสมอ คงไม่พ้นพฤติกรรม “การพนันบอล” ที่กลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่อยู่คู่กับสังคมมาโดยตลอด บ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลักเล็กขโมยน้อยหรือยาเสพติด ฯลฯ ที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพยายามหาทางแก้ไข และรณรงค์เพื่อให้เยาวชนไทยร่วมใจ “ไม่เล่นพนันบอล” ตลอดมา
หากเพราะ“การพนันบอล” เป็นภัยมืดที่มอมเมาและสร้างปัญหาที่เรื้อรังให้กับสังคมไทยมายาวนานและปรากฏแทบทุกเทศกาลฟุตบอลโลกเสมอ ดังนั้น ปัญญาสมาพันธ์ เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย โดยความสนับสนุนของ บมจ. ซีพี ออลล์ จึงทำการสำรวจเกี่ยวกับผลกระทบจากการเล่นฟุตบอลของเยาวชนต่อสังคมไทยขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้อย่างชัดเจนเพื่อจะได้ตระหนักและมีแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป
โดยผลสำรวจที่น่าสนใจนี้ ได้ดึงกลุ่มเป้าหมายเยาวชนตั้งแต่ชั้นม.ต้นถึงอุดมศึกษาจำนวน 4,461 คน ใน 25 จังหวัดทั่วประเทศ มาสอบถามแล้วพบว่า กลุ่มนักเล่นพนันบอลส่วนใหญ่เริ่มเล่นตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีวงเงินที่เล่นพนันโดยเฉลี่ยครั้งละ 100-500 บาท พื้นเพส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สิ่งจูงใจให้เยาวชนไทยเล่นพนันบอลคือ อยากได้เงิน เมื่อได้รางวัลแล้วจะนำไปใช้ในการกินเที่ยวกับเพื่อนฝูง มีเยาวชนร้อยละ 21.82 ที่เคยเล่นพนันบอลแล้วบอกว่าเคยเป็นหนี้เป็นนักศึกษาชั้นอนุปริญญาตรีส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาและสถานศึกษาอยู่ในภาคใต้ ร้อยละ 43.33 จะใช้หนี้พนันบอลโดยยืมเงินจากเพื่อน โต๊ะบอลวิธีการทวงหนี้โดยการเจรจารองลงมาคือการข่มขู่ และสุดท้ายรายการแข่งขันชิงถ้วยที่เยาวชนฮิตเล่นพนันอันดับหนึ่งคือ พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ
แม้จะตะลึงไม่น้อยกับผลสำรวจที่ปรากฎออกมา อย่างไรก็ตาม ยังมีเยาวชนส่วนใหญ่ใฝ่ดีที่ที่ไม่เห็นด้วยกับการเล่นพนันบอล โดยพวกเขาบอกว่า ไม่ยอมรับว่าการพนันบอลเป็นเรื่องปกติและไม่ได้ทำให้ดูทันสมัย กลุ่มเยาวชนเหล่านี้ไม่เห็นด้วยกับการเปิดให้มีการเล่นพนันบอลอย่างถูกกฎหมาย เพราะเห็นว่าจะทำให้เกิดหนี้นอกระบบมากที่สุด รวมทั้งปัญหาการลักขโมย ชิงทรัพย์ ฯลฯ ที่จะส่งผลกระทบถึงการเรียน เมื่อลองสอบถามกลุ่มเยาวชนตัวอย่างที่ปัจจุบันเลิกเล่นพนันบอลไปแล้ว ส่วนใหญ่บอกเหตุผลตรงกันว่า เพราะได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับที่เสีย ตลอดจนไม่มีเงินเล่น กลัวติด กลัวพ่อแม่เสียใจและกลัวถูกจับ เป็นต้น
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือผลสำรวจในครั้งนี้พบว่า ในช่วงฤดูการแข่งขันบอลโลกของปีนี้คือระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน - 11 กรกฎาคม 2553 มีเยาวชนร้อยละ 17.66 บอกว่าจะเล่นพนันบอลครั้งนี้ด้วย ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอนุปริญญาตรี ข้อมูลที่ได้ฟังมาทำให้รู้สึกว่า “การพนัน”เป็นปัญหาซ้ำซากที่คุกคามสู่เยาวชนจนยากแก้ไขแล้วหรือ และจะมีวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างไรต่อไป?? แต่เชื่อว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางออก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งครอบครัว สถาบันการศึกษาและสังคม ที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังและจริงใจ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา แม้กระทั่งสื่อมวลชนเองก็ตาม ก็มีบทบาทที่จะช่วยกันรณรงค์ให้ลดละเลิกการพนันบอลได้อีกทางหนึ่ง ไม่แน่ว่าปัญหาที่คิดว่ายากเกินแก้ไขนี้ อาจสำเร็จด้วยความร่วมมือและความใส่ใจจากสังคมจริง ๆ
มีอดีตนักพนันบอลผู้กลับใจผู้หนึ่ง ฝากอุทาหรณ์เตือนสติเยาวชนที่กำลังเสพติดการพนันด้วยว่า “การพนันไม่ใช่สิ่งที่ดี ไม่ได้ทำให้รวยขึ้น นอกจากจะทำให้จนลงและหมดเนื้อหมดตัว ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี ปลอดภัยและมีความสุขอยากให้ดูบอลเพื่อความสนุกและความบันเทิงจะดีกว่า ถ้าชอบทีมไหนก็เชียร์ แต่อย่าเล่น ถ้าอยากได้เงินก็ให้มาจากการทำงานและความขยันของเรา เพราะสุดท้ายการพนันจะไม่ให้อะไรเลย นอกจากจะเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่”
ที่มา ไอเดียเวิร์คส์ คอมมิวนิเคชั่นส์,

Thursday, June 3, 2010

พลังเด็กและเยาวชนสร้างสังคม

|0 ความคิดเห็น
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาท้าทายหลายด้านที่จะกลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาคุณภาพคน ทั้งการขาดความรู้ การขาดคุณธรรมจริยธรรม และการยึดประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง รวมทั้งการขาดความเป็นธรรมในสังคมที่นำไปสู่ความขัดแย้งและแตกแยก ขณะเดียวกัน ก็มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับภาวะ ขาดแคลนกำลังคนในวัยทำงานจากการที่โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและผลิตภาพแรงงานยังต่ำ กอปรกับมีเงื่อนไขภายนอกที่จะเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพคนได้ หากขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสม อาทิ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการหลั่งไหลขององค์ความรู้และข้อมูลข่าวสาร การเลื่อนไหลทางวัฒนธรรม และการแข่งขันที่รุนแรง
ในขณะที่ต้นทุนชีวิตของคนรุ่นใหม่ทั้งพลังตัวตน พลังสร้างปัญญา พลังครอบครัว พลังเพื่อนและกิจกรรม และพลังชุมชน ก็อ่อนแอลง จึงส่งผลให้ขาดพื้นฐานที่ดีที่จะเป็นปัจจัยที่หล่อหลอมให้เกิดการพัฒนาทางด้านจิตใจ สังคม สติปัญญา ให้สามารถ ดำรงชีพอยู่ในสังคมได้อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้น หลักคิดและแนวทางสำคัญประการหนึ่ง ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในทุกด้านคือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกช่วงวัยให้เหมาะสม และการเสริมสร้างพลังประชาชนในทุกกลุ่มวัยให้เป็นพลังบวกและสร้างสรรค์ในการสร้างชาติ และความหวังสำคัญประการหนึ่งของประเทศก็คือ การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้กลายเป็นพลังบวกและสร้างสรรค์ที่เข้ามารับช่วงการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต และเป็นการพัฒนาที่ต้องกำหนดให้เป็นวาระเร่งด่วนเสียตั้งแต่วันนี้ ปัจจัยประคับประคองการก้าวย่างของเด็กและเยาวชน
ผลการศึกษาของ ดร.จุฬาภรณ์ มาเสถียรวงศ์ พบปรากฏการณ์เด็ก 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กเสีย เด็กเสี่ยง เด็กใส โดยแรงขับที่ สำคัญเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว พื้นที่สื่อ และการศึกษา โดยเฉพาะพื้นที่สื่อหรือบนไซเบอร์สเปซซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพเด็กและ เยาวชน อาทิ พื้นที่สื่อเต็มไปด้วยภาพและโลกเสมือนจริงที่มอมเมาเด็กและเยาวชน ครอบครัวมีความแตกแยกมากขึ้น ในขณะที่ โรงเรียนและชุมชนแวดล้อมด้วยร้านเหล้า ร้านเกม แหล่งอบายมุข เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
นอกจากนั้นสถานการณ์ภายในประเทศในปัจจุบันที่มีการแก้ปัญหาโดยการใช้ความรุนแรง และประชาชนได้รับรู้ข่าวสารมากมายซึ่งขาดการกลั่นกรองที่เหมาะสมโดยเฉพาะจากสื่อสังคมและเครือข่ายสังคม (Social medias และ Social networks) จะมีอิทธิพลต่อจิตใจและพฤติกรรมเด็กอย่างมาก ส่งผลให้เกิดเด็กสายพันธุ์ใหม่ที่ก้าวร้าว มีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ไม่เคารพกฎหมายและกติกาสังคม ขาดความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ขาดความมีจิตอาสา ขาดความไว้วางใจกัน และมองโลกในแง่ร้าย รวมทั้งมีเหตุปัจจัยและพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้ชีวิตและการใช้เวลาของเยาวชนเอง ได้แก่ ครอบครัวขาดความรักความอบอุ่น มีความรักหรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร สื่ออินเทอร์เน็ต การเข้าถึงอบายมุขโดยง่าย และการขาดแบบอย่างที่ดี ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเรียนรู้ อารมณ์และจิตใจ
รายงานสภาวะการณ์เด็กและเยาวชน (Child Watch 2551) พบว่า ลักษณะการดำเนินชีวิตของเด็กและเยาวชนนั้นมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น อาทิ มีการใช้เวลากับสื่อต่าง ๆ กว่า 6-7 ชั่วโมงต่อวัน โดยหมดไปกับการดูโทรทัศน์ราว 3 ชั่วโมง อินเทอร์เน็ตกว่า 2 ชั่วโมงและโทรศัพท์ กว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งจากข้อมูลของสถาบันวิจัยซีเอ็มอาร์ มาร์เก็ตติ้ง รีเสิร์ท พบว่า การใช้อินเทอร์เน็ตในร้านบริการเพื่อเล่นเกม ร้อยละ 86 สนทนาออนไลน์ร้อยละ 49 ส่งอีเมล์ร้อยละ 44 ใช้เพื่อการศึกษาเพียงร้อยละ 14 และมีเด็กเล่นเกมออนไลน์ คอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ เป็นประจำ ร้อยละ 20 ใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง ทำให้เกิดปัญหาเด็กติดเกม การดูเว็บ/คลิปโป๊ ทัศนคติและการเลียนแบบพฤติกรรมทั้งในเรื่องการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยและวัตถุนิยมมากขึ้น การมีเพศสัมพันธ์เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็กประมาณร้อยละ 30 มีอาการเครียดและปัญหาทางอารมณ์ และ 37 คน ในแสนคนพยายามฆ่าตัวตาย โดยกลุ่มอายุ 19-25 ปี มีถึง 75 คนในแสนคน รวมทั้งมีพฤติกรรมก้าวร้าว ตั้งแก๊งแข่งรถมอเตอร์ไซด์ ใช้ความรุนแรง ทะเลาะวิวาท ดื่มสุราและเสพยาเสพติด มีปัญหาการออกจากโรงเรียนกลางคัน ตลอดจนผลสัมฤทธิ์การศึกษาต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้เยาวชนซึ่งเป็นกำลังแรงงานของชาติในอนาคตขาดคุณภาพทั้งทักษะความรู้ ขาดวินัย และมีพฤติกรรมรุนแรง รวมทั้งขาดจริยธรรมคุณธรรมได้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตและความเสี่ยงยังมีกลุ่มเด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งที่มีต้นทุนชีวิตสูงและมีพฤติกรรมเชิงบวกที่จะเป็นพลังเพื่อการพัฒนาที่สำคัญในอนาคต หากมีมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์เด็กและเยาวชนพบว่า มีเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมเชิงบวกเป็นจำนวนมาก โดยกิจกรรมที่ทำประจำ ได้แก่ ช่วยทำงานบ้าน เป็นอาสาสมัครทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ อ่านหนังสือเป็นงานอดิเรก รวมทั้งการใส่บาตรและไปวัด
ที่มา: รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2553,สำ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : 31 พฤษภาคม 2553

Thursday, February 11, 2010

สถานการณ์ทางสังคมของท้องถิ่น 2552

|0 ความคิดเห็น
สำนักตรวจและประเมินผล(สตป.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รายงานสถานการณ์ข้อมูลทางสังคมของท้องถิ่น ปี 2552 จากการจัดเก็บข้อมูลตามแบบการรายงานสถานการณ์ทางสังคมของท้องถิ่น ปี 2552 ( อปท.1) จัดเก็บข้อมูลจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 7,777 แห่ง ครอบคลุมตัวอย่างประชากรจำนวนครัวเรือนในท้องถิ่น จำนวน 12,872,715 ครัวเรือน จำนวนประชากรในท้องถิ่น เพศหญิง จำนวน 21,393,000 คน คิดเป็นร้อยละ 50.48 และเพศชาย จำนวน 20,984,469 คน คิดเป็นร้อยละ49.52 โดยมีผลการศึกษา ดังนี้
ปัญหาเชิงประเด็น จำนวน 605,673 หน่วย พบว่า ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่เป็นปัญหาครัวเรือนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย จำนวน 244,752 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 40.41 รองลงมาปัญหาครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทางธรรมชาติ ในระดับที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวน 152,744 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 25.22 และปัญหาครัวเรือนที่มีสภาพที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงถาวร จำนวน 106,362 หน่วย คิดเป็นร้อยละ17.56
ปัญหาด้านสุขภาพอนามัย ผลการศึกษาพบว่ามีจำนวนปัญหาด้านสุขภาพอนามัย จำนวน 439,733 หน่วย ส่วนใหญ่เป็นปัญหาประชาชนที่ติดสุราเรื้อรัง จำนวน 85,842 หน่วย คิดเป็นร้อยละ19.52 รองลงมาเป็นปัญหาประชาชนที่เจ็บป่วยและไม่สามารถประกอบอาชีพได้ จำนวน 74,774 หน่วย คิดเป็นร้อยละ17.00 และ ปัญหาประชาชนที่ติดโรคระบาดในรอบปี จำนวน 70,422 หน่วย คิดเป็นร้อยละ16.01
ปัญหาด้านการศึกษา พบว่า มีปัญหาปัญหาด้านการศึกษา จำนวน 173,796 หน่วย โดยส่วนใหญ่เป็นปัญหาเยาวชนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี/การศึกษาสายอาชีพ แล้วไม่มีงานทำในรอบ 1 ปี ที่จบการศึกษา จำนวน 64,068 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 36.86 รองลงมาคือปัญหาคนที่จบการศึกษาชั้นประถม แต่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ จำนวน 42,810 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 24.63 ปัญหาเด็กที่ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อตามภาคบังคับได้ จำนวน 35,541 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 20.45 และเด็กที่ออกเรียนกลางคันในภาคการศึกษาบังคับ จำนวน 42,810 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 24.63 ตามลำดับ
ปัญหาด้านการมีงานทำและรายได้ ทั้งหมด จำนวน 1,145,252 หน่วย ส่วนใหญ่เป็นปัญหาประชาชนที่มีรายได้น้อยที่มีหนี้สินและมีปัญหาในการส่งใช้เงินกู้ยืม และสมควรได้รับความช่วยเหลือ จำนวน 484,547 หน่วย คิดเป็นร้อยละ42.31 รองลงมา คือ ปัญหาประชาชนที่มีรายได้น้อยขาดแคลนทุนประกอบอาชีพเพื่อยังชีพ และสมควรได้รับความช่วยเหลือ จำนวน 410,070 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 35.81 และปัญหาประชาชนในวัยทำงานที่ไม่มีงานทำหรือไม่ประกอบอาชีพมากกว่า 6 เดือน ในรอบ 1 ปี จำนวน 250,635 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 21.88
ปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จำนวนทั้งหมด 710,040 หน่วย โดยมีปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เป็นปัญหาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในรอบปี (ทั้งภัยที่เกิดจากธรรมชาติและมนุษย์) จำนวน 524,365 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 73.85 รองลงมาคือ ปัญหาประชาชนที่ได้รับอุบัติเหตุจากยานพาหนะในรอบปีที่ผ่านมา จำนวน 89,552 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 12.61 และปัญหาประชาชนที่ประสบภัยจากการทำงานในรอบปีที่ผ่านมา จำนวน 34,320 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 4.83 ประชาชนถูกลักทรัพย์/ชิงทรัพย์/ถูกทำลายทรัพย์สินในรอบปีที่ผ่านมา จำนวน 27,308 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 3.85 ประชาชนถูกทำร้ายทางร่างกายในรอบปีที่ผ่านมา จำนวน 23,531 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 3.31 คนสูญหาย/ติดต่อไม่ได้ในรอบปี จำนวน 7,385 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 1.04 ตามลำดับ
ปัญหาด้านวัฒนธรรมและจริยธรรม จำนวน 51,348 หน่วย ส่วนใหญ่เป็นปัญหาร้านค้าที่ขาย เหล้า/บุหรี่ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาและ ศาสนสถาน จำนวน 23,290 หน่วย คิดเป็นร้อยละ45.36 รองลงมา คือ ปัญหากลุ่มเครือข่ายที่ยังมีปัญหาเรื่องความปรองดอง และจำเป็นต้องมีการจัดการให้เกิดความสมานฉันท์ จำนวน 17,376 หน่วย คิดเป็นร้อยละ33.84 ปัญหาร้านสื่อลามก / ร้านเกมส์ / ร้านอินเตอร์เน็ตภายในท้องถิ่น จำนวน 10,682 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 20.80
ปัญหาเชิงประเด็นสังคม จำนวน 3,125,842 หน่วย ส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านการมีงานทำและรายได้ จำนวน 1,145,252 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 36.64 รองลงมาคือ ปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จำนวน 710,040 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 22.72 ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม จำนวน605,673 หน่วย คิดเป็นร้อยละ19.38 ปัญหาด้านสุขภาพอนามัย จำนวน 439,733 หน่วย ปัญหาด้านการศึกษา จำนวน 173,796 คิดเป็นร้อยละ 5.56 และปัญหาด้านวัฒนธรรมและจริยธรรม จำนวน 51,348 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 1.64
ปัญหาสังคมเชิงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการพัฒนา ปัญหาเด็กและเยาวชน ( อายุ 0 - 25 ปี ) พบว่า มีปัญหาจำนวน 234,891 หน่วย โดยมีปัญหาเด็กขาดผู้อุปการะ จำนวน 42,145 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 7.90 เด็กถูกทอดทิ้ง จำนวน 66,352 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 12.44 เด็กไม่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน จำนวน 20,574 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 3.86 เด็กกำพร้า จำนวน 57,448 คิดเป็นร้อยละ 10.77 เยาวชนในครอบครัวยากจนที่ไม่มีทุนการศึกษาต่อ จำนวน 107,168 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 20.09 เด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและพบเห็นได้ในที่สาธารณะ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และติดสารเสพติดร้ายแรง เช่น ยาบ้า ยาอี สารระเหย กัญชา เป็นต้น จำนวน 99,849 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 42.51 มั่วสุมและทำความรำคาญให้กับชาวบ้าน จำนวน 36,995 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 15.75 ติดเกม และเล่นการพนันต่าง ๆ จำนวน 35,515 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 15.12 และมีพฤติกรรมทางเพศ จำนวน 11,254 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 4.79 ปัญหาเด็กและเยาวชนเร่ร่อน ขอทาน จำนวน 908 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 0.39 เด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน จำนวน 8,477 คิดเป็นร้อยละ 3.61 เยาวชนในชุมชนที่เลี้ยงดูบุตรตามลำพัง จำนวน 5,121 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 2.18 เด็กและเยาวชนต่างด้าว จำนวน 36,772 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 15.65
ปัญหาครอบครัว ผลการศึกษา จำนวน 149,320 หน่วย พบว่า ปัญหาครอบครัว ครอบครัวหย่าร้าง (เลิกกัน/ไม่อยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา) จำนวน 82,963 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 55.56 ครอบครัวที่มีบุตรหลานประพฤติตัวไม่เหมาะสมและพบเห็นได้ในที่สาธารณะ จำนวน 36,738 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 24.60 ครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัวประพฤติตัวไม่เหมาะสม จำนวน 15,110 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 10.12ครอบครัวที่ไม่เลี้ยงดูบุพการีตามสภาพที่เหมาะสม (บุพการี หมายถึง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น) จำนวน 11,723 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 7.85 และครอบครัวที่กระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรี จำนวน 2,786 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 1.87
ปัญหาสตรีทั้งหมด จำนวน 98,904 หน่วย โดยส่วนใหญ่คือ ปัญหาสตรีหม้ายที่ต้องเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง จำนวน 89,664 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 90.66 รองลงมา คือ ปัญหาสตรีที่ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ จำนวน 6,539 หน่วย คิดเป็นร้อยละ6.61 และปัญหาสตรีที่ถูกละเมิดทางเพศ จำนวน 2,701 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 2.73
ปัญหาผู้สูงอายุ จำนวน 293,058 หน่วย พบว่าปัญหาผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้ไปแจ้งจดทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพได้ตามกำหนด จำนวน 102,037 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 34.82 รองลงมาคือ ปัญหาผู้สูงอายุที่ยากจนและมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรหลาน จำนวน 71,439 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 24.38 และปัญหาผู้สูงอายุไม่สามารถเข้าถึงบริการ/กิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ จำนวน 58,532 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 19.97 ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และสมควรได้รับความช่วยเหลือ (ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังและไม่มีผู้ดูแล) จำนวน 50,988 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 17.40 ผู้สูงอายุที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน / ไม่มีบัตรประชาชน จำนวน 7,896 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 2.69 และผู้สูงอายุที่ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ จำนวน 2,166 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 0.74
ปัญหาคนพิการ โดยคนพิการคนพิการที่ทางท้องถิ่นสำรวจไว้แล้ว จำนวน 329,113 หน่วย จำแนกเป็น คนพิการทางการมองเห็น 42,014 คน คนพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย 42,931 คน คนพิการทางกายหรือการเคลื่อนไหว 141,934 คน คนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม 26,904 คน คนพิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ (ปัญญาอ่อน) 53,129 คน คนพิการซ้ำซ้อน (มีสภาพความพิการมากกว่า 1 ประเภท) 228,201 คน คนพิการที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน จำนวน 19,265 คน คิดเป็นร้อยละ 22.64 โดยคนพิการที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ (ทั้งที่จดทะเบียนแล้วและยังไม่ได้จดทะเบียน) 62,528 คน คิดเป็นร้อยละ 73.46 คนพิการที่ถูกทอดทิ้ง/ไม่ได้รับความเอาใจใส่จากครอบครัว จำนวน 3,323 คน คิดเป็นร้อยละ 3.90
ปัญหาแรงงาน พบจำนวน 288,860 หน่วย โดยมีปัญหาแรงงานส่วนใหญ่เป็นปัญหาแรงงานไทยที่อพยพมาจากต่างถิ่น จำนวน 130,432 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 51.35 รองลงมาคือ ปัญหาคนที่ถูกเลิกจ้างและว่างงานไม่มีรายได้ จำนวน 68,547 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 26.99 ปัญหาครอบครัวแรงงานต่างด้าวในท้องถิ่น จำนวน 31,929 หน่วย คิดเป็นร้อยละ12.57 และแรงงานต่างด้าวในท้องถิ่นที่ยังไม่ได้รับการ จดทะเบียน จำนวน 23,091 คิดเป็นร้อยละ 9.09
ที่มา: สำนักตรวจและประเมินผล(สตป.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, รายงานสถานการณ์ข้อมูลทางสังคมของท้องถิ่น ปี 2552
อาสาเฝ้าระวังทางสังคม

Tuesday, February 9, 2010

พฤติกรรมเด็กเยาวชน 53-2

|0 ความคิดเห็น
“พญ.พรรณพิมล” เผยโจ๋ไทยมีทัศนคติแปลกแพร่คลิปตีกันประจานฝั่งตรงข้าม ยิ่งออกทีวีลงข่าวยิ่งสะใจ ชี้เหตุ 2 ปัจจัยเพราะขาดที่พึ่งที่ถูกต้อง และใช้กำลังระบายอารมณ์ หวั่นเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผอ.สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการที่เด็กและเยาวชนไทยมีการแสดงพฤติกรรมรุนแรง เช่น การ ตบ ตี ชก ต่อยกัน และถ่ายคลิปวิดีโอเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตนั้น ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้หายไปจากสังคมไทยและเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุของเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ส่วน คือ 1.เป็นเพราะเด็กขาดที่พึ่งขาดคนปรึกษาในการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง จึงต้องการทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของตนเองตามธรรมชาติของวัยรุ่น และ 2.เลือกใช้กำลัง ความรุนแรง ตบตี เพราะคิดว่าเป็นการระบายอารมณ์ โดยพฤติกรรมนั้นจะมีความน่าสนใจในสังคม ทำแล้วเป็นข่าวและจะมีคนนำไปเลียนแบบพฤติกรรมนั้นต่อไป
“ที่น่าเป็นห่วงคือ การที่เด็กเกิดความรู้สึกว่าการแสดงออกด้วยความรุนแรง และนำไปถ่ายคลิปเผยแพร่ในจังหวัดตนเอง จะเป็นการประจานฝ่ายตรงข้าม และยิ่งได้ลงข่าวหนังสือพิมพ์ หรือ โทรทัศน์ ยิ่งเป็นความสะใจ และเป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่นั้นๆ อย่างไรก็ตาม คิดว่าวันนี้ประเทศไทยมีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่มาก แต่ยังไม่สามารถหาทางออกของการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ดังนั้น ขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น คือ การที่ภาครัฐเพิ่มพื้นที่ที่ดีและสร้างสรรค์ให้เด็กมากขึ้น ที่สำคัญครอบครัวต้องเปิดใจรับฟังปัญหาทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับของลูกหลานของตนเอง” ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าว
น.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า เรื่องตบตีกันในกลุ่มเด็กวัยรุ่น วันนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สื่อนำเสนอภาพความรุนแรง การใช้คำหยาบ ผ่านทางละคร ภาพยนตร์ หรือเรียกได้ว่าสื่อเสี่ยง ทำให้เด็กที่ขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้ และประสบการณ์ รวมถึงครอบครัวไม่อบอุ่น เมื่อมีปัญหาทำให้ตนเองขาดที่พึ่ง เมื่อถูกเพื่อนชักจูงไปในทางที่ผิด ก็ทำให้เกิดการเลียนแบบการกระทำที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตนอยากเสนอให้รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะการรณรงค์ให้ภาคสังคมผลิตสื่อที่ดีและสร้างสรรค์ออกสู่สังคม เพื่อลดพื้นที่สื่อเสี่ยง และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่เด็ก ก็จะช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชนได้ทาง
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2553, ภาพจากอินเตอร์เน็ต

พฤติกรรมเด็กเยาวชน 53

|0 ความคิดเห็น
รายงานข่าว โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กุมภาพันธ์ 2553 รายงานข่าว "พบเด็กอาชีวะโชว์เถื่อนผ่านโลกไซเบอร์มากสุด" โดยมีรายละเอียด ดังนี้
เผยผลวิจัยเด็กร้อยละ 50 รับรู้พฤติกรรมข่มเหง ด่า เผยความลับผ่านโลกไซเบอร์ น่าห่วงมองเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็ทำได้ พบเด็กอาชีวะ โชว์ความเถื่อนมากสุด ระบุเยาวชนใช้เน็ต 5-12 ชม./วัน เพื่อคุยกับเพื่อน บันเทิง เมินใช้เพื่อการศึกษา อึ้งส่วนใหญ่ใช้มือถืออย่างไร้สาระ ไปกันใหญ่ถึงขนาดรุ่นพี่บังคับโหลดโลโก้สถาบันอวดบารมี
วันนี้(9 ก.พ.) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กลุ่มนักวิชาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ 10 สถาบันที่ศึกษาวิจัยด้านสังคม และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการข่มเหงรังแกผ่านโลกไซเบอร์ของเยาวชนไทยเขตกรุงเทพมหานคร” ซึ่งสำรวจความคิดเห็นถึงรูปแบบและพฤติกรรมการกระทำความรุนแรงของวัยรุ่นผ่านเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ประเภทโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต โดยการสัมภาษณ์เยาวชนที่กำลังศึกษาในสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชนเขตกรุงเทพฯ จำนวน 2,000 ราย แบ่งเป็น ระดับมัธยมศึกษา 800 คน อาชีวศึกษา 400 คน อุดมศึกษา 800 คน
ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ อาจารย์สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 50 เคยเห็นรับรู้ พฤติกรรมการข่มเหงผ่านโลกไซเบอร์ ได้แก่ การส่งข้อความด่าทอผู้อื่น การส่งข้อความ/ข้อมูลที่เป็นความลับของบุคคลให้ผู้อื่น ผ่านมือถือและอินเทอร์เน็ต และการคุกคามผู้อื่นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 48 เคยตกเป็นทั้งเหยื่อและผู้กระทำเอง ร้อยละ 30 มีการโต้ตอบกลับ ซึ่งที่น่าห่วงคือส่วนใหญ่มองว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนก็ทำ และสามารถทำได้ตามอำเภอใจ ทั้งอยากเห็นการกระทำความรุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างที่แสดงความรุนแรงผ่านโลกไซเบอร์มากที่สุดคือ กลุ่มเด็กอาชีวะ โดยร้อยละ 25 ของเด็กอาชีวะมาจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ร้อยละ 48 แยกออกมาอยู่หอพักตามลำพัง อาชีพครอบครัวส่วนใหญ่รับจ้างและมีการศึกษาระดับประถมศึกษา ชี้ให้เห็นว่าความอบอุ่น ความแข็งแรงของครอบครัว รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจของครอบครัว เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจจะส่งผลสำคัญให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดูและสั่งสอนเชิงคุณธรรมแก่บุตรหลาน ทั้งยังพบว่าเด็กใช้เวลามากกว่า 5-12 ชั่วโมง/ครั้ง/วัน ในการใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อการสนทนากับเพื่อน บันเทิง ไม่ใช่เพื่อการศึกษา นอกจากนี้ยังพบเยาวชนร้อยละ 97 เข้าถึงโทรศัพท์มือถือทุกคน และอายุต่ำสุดคือ12 ปี ทั้งยังพบด้วยว่าเยาวชนกว่าร้อยละ 60 มองเห็นปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ และร้อยละ 90 ใช้โทรศัพท์มือถือในทางที่ไร้สาระ ถึงขนาดนักศึกษาอาชีวะบางแห่งยังถูกรุ่นพี่บังคับให้ดาวน์โหลดโลโก้สถาบันเพื่อแสดงบารมี ซึ่งเรื่องนี้หากไม่รีบแก้ไขจะเป็นการเพิ่มดีกรีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กุมภาพันธ์ 2553